http://www.jozho.net
   
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 19/11/2007
ปรับปรุง 10/11/2017
สถิติผู้เข้าชม11,089,110
Page Views18,303,257
Menu
หน้าแรก
งานบรรยายโดยโจโฉ
เกี่ยวกับ&ที่มา..โจโฉ
ตัวอย่างภาพกิจกรรม
รวมเสียงโจโฉ
เว็บบอร์ด
สมุดเยี่ยม
สนับสนุนโจโฉ
บทความโดยโจโฉ
ติดต่อโจโฉ
เลือกดาวน์โหลด
แนะนำ
มาใหม่ล่าสุด
บอกเล่าเก้าสิบ
สวดมนต์ สมาธิ
Video ธรรม
ข่าวร้อน
.
 

สมุดเยี่ยม เล่ม 4 ให้กำลังใจโจโฉ ทักทาย แนะนำ

(อ่าน 88320/ ตอบ 956)

เว็บมาสเตอร์

สมุดเยี่ยม เล่ม 4

.

มีความผิดพลาดทางเทคนิคอาชีวะเล็กน้อย ทำให้สมุดเยี่ยมเล่ม 2 ข้อมูลหายไปทั้งหมด (เสียดายม้ากก..)  และสำหรับเล่ม 3 ก็โดนบอทโจมตี จนไฟล์ขยะเยอะมาก  ย้ายมาใช้ในเวปบอร์ด เพราะจะได้มีระบบกรองคำ ป้องกันคนยิงข้อความ  สำหรับท่านที่เคยลงอะไรไว้ เขียนใหม่ก็ดีนะครับ โดยเฉพาะ อีเมล์ และเวปไซด์ที่ต้องการสานสัมพันธ์กับผม  หุๆ  สำหรับสมุดเยี่ยมเล่ม 1 ย้อนไปอ่านได้ที่นี่ครับ (คลิ๊ก)  สำหรับ สมุดเยี่ยมเล่ม 3 อ่านที่นี่(คลิ๊ก)

.....

กว่าจะมาเป็นเวปนี้ได้ ก็ฝ่าฟันอุปสรรคมาเยอะพอสมควร จากการเริ่มต้นด้วยเวปไซด์ฟรี ด้วยการฝากไฟล์ word แบบง่ายๆ กับไปอาศัยเวปคนอื่นทำบล๊อกให้ดาวน์โหลดอยู่หลายปี ใครที่ติดตามผมมานาน คงจะจำกันได้ดีว่า เวปไซด์แรกๆ ที่ทำมันสยองแค่ไหน เน้นปริมาณจริงๆ  555  แต่ในที่สุดไฟล์มหาศาลกับเวปง่ายๆที่ทำไว้หลายแห่ง ก็เป็นไปตามกฎที่ไม่มีอะไรเที่ยง อยู่ดีๆ โดนลบเกลี้ยงทุกเวป สิ่งที่เพียรทำมาหลายปีก็กลายเป็นปราสาททรายในชั่วพริบตา.. จึงเป็นที่มาของการทำเวปส่วนตัวที่ถาวรซะที
.
จากสองมือเพียงลำพังแต่หลายคนคิดว่าทำเป็น ทีมงาน  จากความไม่พร้อมในหลายๆด้าน เริ่มต้นจากศูนย์จนมาถึงทุกวันนี้  ทำให้คนหลายคนได้เห็นว่า .. ทำดีไม่ต้องรอให้พร้อม   ตั้งแต่เริ่มต้นทำมากับจำนวนการดาวน์โหลดเป็นหลักล้าน..รวมถึงผลงานเสียง อ่านและเพลงธรรมะที่เผยแพร่ไปทั่วโลกทำให้รู้สึกคุ้มกับความเหนื่อยและการ เสียสละความสุขส่วนตัวมาทุ่มเท  หลายเวปไซด์ดังก็ยังได้เอาไฟล์จากที่นี่ไปใช้ และผมเองส่งต้นฉบับไปให้ด้วยซ้ำ และไม่รู้ว่าเกี่ยวกันหรือเปล่า แต่หลังจากที่ทำมาระยะหนึ่ง ก็เหมือนเป็นแนวทางให้เวปดาวน์โหลดธรรมะรายใหม่ๆ เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการผลิตเสียงอ่านหนังสือธรรมะ ที่บูมขึ้นทุกวัน ก็ดีใจที่เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสีสรรและจรรโลงพระศาสนาร่วมกัน

.

ทุกวันนี้แม้จะทำงานอยู่คนเดียว แต่ก็ต้องกราบขอบพระคุณผู้สนับสนุนทุกท่าน ที่ผลัดเปลี่ยนเวียนกันมาเติมเชื้อเพลิง ให้รถประกาศธรรมคันนี้วิ่งต่อไปได้ งานทุกอย่างจะกว้างขวางและได้ผลขนาดนี้ไม่ได้เลย ถ้าขาดผู้สนับสนุนงบประมาณในการทำกิจกรรมและผลิตสื่อที่ผ่านมา ก็เหมือนเดิมครับ กำลังใจสำคัญเสมอ สำหรับคนทำงาน ส่วนบางคนที่จะมาพล่ามสั่งสอนอะไรขอเถอะนะครับ นี่สมุดเยี่ยม ถ้าจะเก่งมากก็เก็บไว้สอนตัวเอง คนเรามันต้องดูกาละเทศะว่าบุคคลและเวลาไหนควรสอนควรแนะนำ  บางพวกพึ่งรู้จักผมวันเดียว ยังไม่รู้เลยว่าอะไรยังไงก็มาสั่งสอนแบบผิดๆ มองคนอื่นแง่ลบ และไม่กล้าแม้กระทั่งจะลงอีเมล์และชื่อจริง ถ้าหวังดีกันจริงต้องทำให้ถูกต้อง ถ้าสงสัยอะไรเกี่ยวกับผม ก็ไปดูตามนี้นะครับ
.

...

.

.   

* บอกก่อนว่า บางอย่างพูดให้ฟังไม่ใช่จะให้สรรเสริญตัวเอง เช่นที่บอกต้องสละอะไรมามากมาย บอกให้ฟังเพราะมีคนมันเอาไปโพสต์ด่าหลายเวป และก็อคติมองแง่ลบหาว่า เอาธรรมะมาหากิน ไม่มีทางอื่นแล้วถึงมาทำตรงนี้ ก็เลยต้องบอกให้รู้ว่าอะไรยังไง  และให้เป็นตัวอย่างคนอื่นเฉยๆ ว่าไม่ใช่มาทำง่ายๆ ต้องทิ้งอะไรมา แล้วงานที่ทำมันเป็นงานพุ่งไปที่กลุ่มเป้าหมายเยาวชนในแนวบันเทิงและกลุ่มที่กร้านโลก  ไม่ใช่จะสอนธรรมะก็ต้องทำตัวเชยๆ หัวเกรียนและสุดโต่งกันไปด้าน ซึ่งกลุ่มเป้าหมายตรงนี้มันไม่ค่อยมีใครทำและเข้าถึง  ผมเป็นคนเขียนอะไรตรงๆ  อยู่ที่คนอ่านนะว่า จิตใจสูงหรือต่ำแค่ไหน คนจิตใจสูงเขาก็ตีความไปแง่ดีได้เสมอ  คนที่เขารู้จักผมดีเขาจะรู้ว่า ผมบ่นอะไรไม่ได้ซีเรียสเลย พูดออกไปแล้วก็ไม่ได้ใส่ใจ ไม่ได้มาน้อยใจ ท้อแท้ หรือโกรธใคร เหมือนพูดไปงั้นๆ ส่วนใหญ่เป็นประโยคบอกเล่า เล่าสู่กันฟังแค่นั้น  เพื่อนในเฟซก็คงรู้ดี

.

บางคนก็เอาไปเปรียบกับพระหรือบุคคลอื่นที่เสียสละเหมือนกัน ที่ยกมาเปรียบเทียบกับผม หลายอย่างก็ก็ทำอย่างผมไม่ได้เหมือนกัน งานมันคนละแบบ มันคนละแนวทางครับ อยากให้มองว่า ช่องทางการทำงานมันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง พื้นฐานปัจจัยที่เอื้อต่อการทำงานก็ต่างกัน  ยิ่งโดยเฉพาะผมทำงานคนเดียว และไม่ได้มีต้นทุนเก่ามามากพอ แต่ให้ดูว่างานที่ทำ ทำมากกว่ามูลนิธิบางแห่งด้วยซ้ำไป  แค่อยากบอกให้รู้ว่า หากเลิกทำไปก็ไม่ได้เดือดร้อน และไปอยู่ในสถานที่ไม่ต้องมีใครมาด่า หรือมามองแง่ลบได้เช่นกัน   แต่ทำทุกอย่าง หน้าด้านประกาศหลายเรื่อง ก็เพียงเพราะเห็นว่ามันเกิดผลดีต่อสังคมจริงๆ  ทำใจไว้แล้วว่าจะต้องมีคนเข้าใจผิดหรือด่าเราบ้าง แต่น่าจะเป็นเฉพาะคนที่ชั่วจริงๆ  จิตใจคับแคบจริงๆ เพราะคนชั่วเขามองเห็นความดีคนอื่นไม่ได้อยู่แล้ว แต่กับคนอ้างว่าปฏิบัติธรรมก็ยังคิดแง่ลบได้อย่างไม่น่าเชื่อเหมือนกัน หลายคนก็ยังไม่รู้รายละเอียดจริงๆ แค่อ่านข้อความไม่เท่าไหร่ ถามจริงว่ามันบอกถึงตัวตนที่แท้จริงของคนๆ นั้นได้จริงหรือ และก็แปลก  พวกที่ด่าๆ วิจารณ์ต่างๆ นาๆ นี่นะ  ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ทำประโยชน์ให้บ้านเมือง ไม่ได้ทำอะไรมากกว่าคนที่ไปด่าเขา  และก็ไม่เคยคิดจะสนับสนุนเขาด้วยซ้ำ  แต่วันๆ เอาแต่วิจารณ์ เอาแต่มองคนอื่นแง่ลบ ..   ก็ขอให้เจริญๆ นะครับ  

.

(หลังปฏิเสธค่ายเพลง ปฎิเสธละคร-พิธีกรและงานสตูดิโอ ที่สวัสดิการพร้อม มาทำงานฟรีเหมือนเด็กเก็บขยะ ยังจะด่าผมลงอีกเหรอ)

หมายเหตุ : อยากอธิบายให้เข้าใจว่าไม่ได้มาแฝงผลประโยชน์เพื่อหากินกับธรรมะ แต่หลังจากตัดใจเลือกทางเดินสองทางระหว่างไปบวชกับทำงานเพื่อสังคม ก็คิดว่าตนเองเหมาะกับการทำงานแบบนี้มากกว่า และได้ประโยชน์มากกว่า จึงเสี่ยงทำดูจากเล็กๆจนขยายงานได้ใหญ่ระดับประเทศ เมื่อทำได้แค่ประมาณ 2 ปีจนสามารถเปิดเวปไซด์เป็นของตัวเองได้ ก็มีนักธุรกิจใจบุญเสนองานให้ทำ โดยมีคอนโดหรูให้อยู่ฟรี มีสวัสดิการเพียบพร้อม สะดวกสบายอย่างที่หลายคนต้องอิจฉาเลย และให้ทำเพียงอาทิตย์ละสามวัน แต่ผมก็ปฏิเสธมาเพราะว่า การทำงานเพื่อสังคมที่ผมวางแผนไว้ จำเป็นต้องใช้ความอิสระสูง นิสัยผมทำอะไรต้องทุ่มสุดตัว ถ้าไปทำงานให้เขาผมก็ต้องทุ่มสุดตัวจนไม่น่าจะเหลือเวลาหรือสมองมาคิดงานเพื่อสังคมได้เต็มที่เหมือนอย่างที่หลายโครงการที่ผมทำสำเร็จมาแล้ว และทำต่อเนื่องมาหลายปี 

ทุกวันนี้ยังมีรายการทีวีติดต่อให้เป็นพิธีกรหลายรายการ มีค่ายเพลงติดต่อมาให้เข้าสังกัด  มีคลื่นวิทยุหลายแห่งติดต่อให้เป็นดีเจ และมีละครช่องดังติดต่อมาให้ไปเล่น  มีโอกาสมากมายที่เข้ามาหาผม แต่ไม่มีใครรู้ว่าผมปฏิเสธสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด  เพราะผมไม่ได้อยากดัง ไม่ได้อยากรวย ผมมีความสุขกับการเผยแพร่ธรรมะที่ผมคิดว่า เป็นแนวทางที่คนอื่นไม่ได้ทำและทำไม่ได้  ชีวิตผมอิ่มทางโลกมานานแล้ว แม้หน้าตาผมจะดูเปรี้ยวซ่า เมื่อวันก่อนไปแจกซีดีเขายังมีคนมาถามว่ายังกินเหล้าหรือเปล่า  คือคนเรานี่มันตัดสินคนที่ภายนอกจริงๆ   คงเป็นเรื่องเข้าใจยากที่จะบอกว่า คนที่บุคคลิกแบบผม ดูเป็นวัยรุ่น แล้วจะมาจริงใจทำงานเพื่อส่วนรวมโดยไม่หวังผลประโยชน์ และหลายคนคงไม่เชื่อว่าผมต้องสละทุกอย่างที่เป็นความหอมหวานในชีวิตในวัยที่หลายคนยังระเริงกับชีวิต  ไม่แปลกหรอกที่หลายคนจะไม่เข้าใจ สงสัยและไม่เชื่อในสิ่งที่ผมบอก    เพราะแต่ละคนก็มีสามัญสำนึกที่แตกต่างกัน คนเห็นแก่ตัวย่อมไม่มีทางเข้าใจได้ว่า คนอื่นเขาเสียสละทำไม ทำได้อย่างไร แล้วทำไปเพื่ออะไร  
 



ไม่ใช่ผมจะงดรับงานบันเทิงทั้งหมดนะ ที่ผ่านมาก็ไปช่วยงานเป็นประจำ หากเป็นงานการกุศล งานชั่วคราว เป็นเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม และไม่กระทบกับการเผยแพร่ธรรมของผม  แต่ถ้าจะให้ไปเข้าสังกัดเป็นศิลปินอีกรอบ ไปเป็นดาราเล่นละคร หรือเป็นพิธีกรรายการบันเทิง แม้มันจะทำให้ผมมีชื่อเสียงอย่างที่เคยคิดมาก่อนว่า ถ้ามีชื่อเสียงแล้วจะเผยแพร่ได้ง่ายขึ้น ตอนนี้ผมเห็นชัดแล้วว่า มันไร้สาระ เสียเวลา และเป็นการไปสร้างกรรม สร้างโมหะให้คนซะมากกว่า จึงคิดว่าตัดสินใจดีแล้วว่า ถ้าเป็นงานบันเทิงที่ไม่เกี่ยวกับธรรมะ คงตัดใจเด็ดขาดครับ    คือทุกวันนี้ผมเป็นที่รู้จักในวงกว้างนะ แต่ก็ยังมีคนหาว่าผมทำเพราะอยากดัง หรือดังแล้วลืมตัว   โดยที่ไม่รู้หรอกว่าผมก็เป็นคนเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าใครจะสรรเสริญหรือรู้จักมากขึ้นแค่ไหน เพราะผมสละชีวิตมาด้วยความที่ตัวเองทุกข์มากแล้วหาทางดับทุกข์ให้ตนเองได้ ไม่ต้องการอะไรทางโลกแล้วก็อยากใช้เวลาของชีวิตที่เหลือเพื่อบอกต่อคนอื่นว่าทางพ้นทุกข์มีจริงและไม่ได้ยากอย่างที่คิด   ถ้าอยากดังผมไปเป็นดาราดีกว่า ไม่ต้องมาลำบากทำงานไม่มีวันหยุด ไม่มีวันลาแบบนี้คนเดียวมาเกือบสิบปีหรอกครับ   ใครมาได้เห็นเบื้องหลังหรือมาทำกับผมจะรู้เลยว่ามันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาย และต้องใช้กำลังกายกำลังใจมากแค่ไหน กว่าจะฝ่าอุปสรรครอบตัว ต้องทำงานยากกว่าคนอื่นแค่ไหน กว่าจะมีวันนี้ มีผลงานให้เห็นขนาดนี้ได้  

.

กราบขอบพระคุณทุกความเมตตานะครับ

ผมอาจจะดูแปลกๆ แต่ก็เป็นคนกันเอง เป็นเพื่อนได้กับทุกคน แต่สำนวนการคุยผมอาจไม่เหมือนชาวบ้าน ดูแรงๆ โผงผาง ฟุ้งๆ  พูดมาก ฯลฯ ก็สารพัด แต่ถ้าได้สัมผัสจริงๆ แล้วอาจไม่เป็นอย่างที่คุณคิดก็ได้  อย่าถือสาอะไรกับผมมากมายเลยนะ  .. เพราะปัจจุบันคนเข้าใจผมผิดเยอะมาก  ด้วยภาษาที่เป็นเอกลักษณ์ส่วนตัวของผมนี่หละ  555   คิดจะคุยกับผมทำใจหน่อยนะ ..ติสมากมายหละคนๆนี้อะ

.        

         

( ผลงานของโจโฉทั้งหมด เผยแพร่ต่อได้ ไม่ต้องขออนุญาต )

แต่ต้องเพื่อธรรมทานแจกฟรีเท่านั้นนะครับ

หมายเหตุ :  ติดต่อฝากเรื่องผ่านเบอร์&ไลน์ ที่ให้ไว้ได้นะครับ
ช่วงนี้ปลีกวิเวก งดการสนทนา ยกเว้นอัพเดทกิจกรรมในเฟซบุ๊คครับ



* ติดต่อด่วน ฝากเรื่องกับผู้จัดการส่วนตัว : คุณไก่

T: 086-400-9749   Line :  jzserum

(9.00-20.00 น.)

-------------------------


"ขอบพระคุณทุกกำลังใจ และการแนะนำ" 
อ่านทุกข้อความเป็นประจำนะครับ 

.


เจ้าของเว็บไซต์ แก้ไขเมื่อ 12/12/2016 - 00:43

ศรชัย

ขออนุโมทนาบุญด้วยครับ 
 เพิ่งเข้ามาครั้งแรกครับ
   คิดดี ทำดี นั้นแหละดีแล้ว
     ไม่ต้องรอให้ใครบอกว่าดีแล้วจึงทำ
        เห็นเงาเราไหม ......นั่นใครเอ่ย ๆๆๆ
            สวัสดีครับ

dao

อนุโทนาด้วยค่ะ

เเน

ขออนุโมทนาบุญด้วยนะคะ เสียงเพราะมาก ฟังเพลงตามรอยบัว น้ำตาไหลเลยค่ะ

พี่จ๊ะ อบจ.สุราษฎร์

อนุโมทนาบุญแด่คุณโจโฉด้วยนะคะ พี่ได้รับซีดีต่อจากเพื่อนคะสำเนาให้พ่อแม่ คนเฒ่าคนแก่ได้มีโอกาสฟังก่อนจะจากโลกนี้ไป ด้วยใจที่สงบสุข นับเป็นบุญคุณมหาศาล ขออำนาจบุญที่พี่บำเพ็ญภาวนาจงส่งผลให้คุณโจโฉและครอบครัวตลอดถึงญาติมิตรมีความสุข บรรลุมรรคผลนิพพานในที่สุดนะคะ

golfreeze

มาเยี่ยมท่านโจโฉ ครับผม

อนุโมทนาบุญ กับสิ่งที่ท่านทำเพื่อพระพุทธศาสนา ด้วยน่ะครับผม สาธุ

http://www.kammatan.com

ต้อง

มาเยี่ยมครับ

สิริลดา

อนุโมทนาบุญกุศลนะ ธรรมทาน
ของท่านนะ


ธรรมะของพระพุทธองค์ ไม่จำกัดกาล รูปแบบ
ขอให้เป็นบารมีส่งให้ทานถึงนิพพานในเบื้องหน้าเทอญ

แก้วคำ ศรีไตรรัตนนาคิณี

อุ๊

เป็นกําลังใจให้วัยรุ่นน่าทึ่ง ทําได้ไง ขอให้ทําต่อไปได้ประโยชน์ต่อสังคมยุคนี้มากๆ ยินดีที่มีสิ่งดีๆเกิดขึ้นในสังคมอันวิกฤติ
                                                                      พี ป้า น้า อาอุ๊ กศน.เขตพญาไท 
                                                           

นิด

ขออนุโมทนาบุญ กับคุณโจโฉและผู้ร่วมสนับสนุนการเผยแผ่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยผ่านองค์พ่อแม่ครูอาจารย์ เพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและสืบทอดพระศาสนาให้ยั่งยืนจนครบ 5,000 ปี ขอให้อานิสงส์ผลบุญนี้ที่คุณโจโฉและผู้สนับสนุนทุก ๆ ท่านได้กระทำแล้ว หนุนนำให้คุณโจโฉ และ ทุกท่านที่มีส่วนร่วม ได้เกิดปัญญาญาน เจริญในธรรมะของพระพุทธองค์ยิ่ง ๆ ขึ้นไปค่ะ บุญรักษาค่ะ 

นิด

tanasak_wa

สู้ๆๆ นะครับ ท่านโจโฉ การทำความดีต้องมีอุปสรรคเป็นธรรมดาครับ

tanasak_wa

ต้องขออภัยครับ ท่านโจโฉ เพราะไม่ได้คิดเลยผิดพลาดไป ช่วยกรุณาลบออกด้วยนะครับ ขออภัยที่ทำให้เดือดร้อน...เพราะไม่มีเจตนา

แวว

ขอบคุณที่ผลิตงานดีๆค่ะ เมื่อวันที่25 มีนาคม ได้นำเพลงของคุณโจโฉที่แต่งบูชาหลวงตาบัว ไปเปิดให้คนไข้ฟังด้วยค่ะ เพราะมาก และนำซีดีของคุณโจโฉมาฟังเป็นซีด๊ของหลวงพ่อปราโมทย์ ขอบคุณที่ให้ข้อคิดดีๆ ที่ทำให้ สามารถเดินทางในสายธรรมนี้ต่อได้ ค่ะ

jozho

เมื่อไหร่จะเข้าใจกันครับ
ว่าที่นี่....  สมุดเยี่ยม


การจะเอาอะไรมาลง
ควรจะรู้ด้วยว่า ที่นี่คือสมุดเยี่ยม


แล้วสมุดเยี่ยมมีไว้ทำอะไร

ธรรมะ ต้องสอนให้คนรู้จักกาละเทศะด้วยครับ 
หลายคนห่วงแต่สอนคนอื่น แต่ไม่สอนตัวเอง 
ทั้งลงประชาสัมพันธ์ ทั้งโพสต์อะไรที่ไม่เกี่ยวกับการเซนเยี่ยม

เพลียจริงๆ   .. ไม่อยากวีน แต่ก็อยากบ่นให้ฟัง

tanasak_wa

                                                                 ทำอย่างไรให้พ้นทุกข์ ?


ตอบ  ต้องปฎิบัติธรรมเพื่อให้จิตเราบริสุทธิ์จากกิเลส หรือให้ห่างไกลจากกิเลส แล้วจะพ้นทุกข์ เพราะกิเลสทำให้เกิดทุกข์  แล้วปฎิบัติอย่างไร ? พระพุทธเจ้าบอกมีทางอยู่เป็นทางพ้นทุกข์อย่างถาวร เรียกว่า มรรค8


มรรค8 คืออะไร ? ทางสายกลางเป็นทางที่จะนำพาให้ถึงความบริสุทธิ์หลุดพ้นจากกิเลสที่ก่อให้เกิดทุกข์


มี 8 ข้อ คืออะไรบ้าง ?


1. มีสัมมาทิฐิ(ปัญญา) คือความเห็นถูกเห็นชอบ ว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เวรกรรมมีจริงมีชาตินี้มีชาติหน้า


2.มีสัมมาสังกัปปะ(ปัญญา)คือความนึกคิดที่ดีงามเป็นกุศล เช่น คิดออกจากกาม ออกจากพยาบาท ออกจากความ


    เบียดเบียน


3.มีสัมมาวาจา(ศีล)คือพูดดี 1.ไม่พูดเท็จ 2.ไม่พูดส่อเสียด 3.ไม่พูดหยาบ 4.ไม่พูดเพ้อเจ้อ


4.มีสัมมากัมมันตะ(ศีล)คือกระทำถูก 1.ไม่ฆ่าสัตว์ 2.ไม่ลักทรัพย์ 3.ไม่ประพฤติผิดในกามผิดลูกเมีย


5.มีสัมมาอาชีวะ(ศีล)คือเลี้ยงชีพในทางที่ถูก อย่าทำอาชีพที่เบียดเบียนเช่น ทำโรงฆ่าสัตว์ หรือค้าอาวุธสงคราม


6.มีสัมมาวายามะ(สมาธิ)คือพยายามถูก 1. เพียรระวังยับยั้งบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้นในจิต 2.เพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วในจิต3. เพียรทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นในจิตให้เกิดมีขึ้น 4. เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นในจิตแล้วให้ตั้งมั่น และให้เจริญยิ่งขึ้นไปจนไพบูลย์


7.มีสัมมาสติ(สมาธิ)คือระลึกชอบโดยปฎิบัติตาม สติปัฏฐาน 4 ประกอบด้วย


     (ใช้สติดูขันธ์5ว่ามีส่วนไหนเป็นตัวเรา)


                           1.ตั้งสติพิจารณากาย  รู้สึกถึงการเคลือนไหวของกาย ยืน เดิน นั่ง นอน หายใจเข้า-ออก ดูกาย 


                     ประกอบด้วยธาตุ4  และพิจารณาอาการ32 ผมขน เล็บ ฟัน หนัง และอื่นๆ  มีแต่สิ่งสกปรก     


                      ฯลฯ (กายานุปัสสนา)


                           2.ตั้งสติพิจาณาเวทนา  รู้สึกถึง ความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ (เวทนานุปัสสนา)


                           3.ตั้งสติพิจารณาจิต  รู้สึกถึง จิตเกิดอารมณ์ เช่น จิตเกิดความโกรธ โลภ หลงสติ


                               ก็ให้รู้สึกเท่าทันอารมณ์นั้น (จิตตานุปัสสนา)


                  4.ตั้งสติพิจารณาธรรม รู้สึกถึง ความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ของสภาวธรรมที่เกิดขึ้น


                               หรือรู้สึกถึงไตรลักษณ์ (ธรรมานุปัสสนา)


8.มีสัมมาสมาธิ(สมาธิ)คือตั้งจิตมั่นชอบ นั่งสมาธิเอาความสงบหรือความนิ่งเป็นอารมณ็


     ได้แก่ ฌาน 4  ประกอบด้วย


                        1.ปฐมฌาณ  มี วิตก วิจาร ปิติ สุข เอกัคคตา


                        2.ทุติยฌาน  มี ปิติ สุข เอกัคคตา


                        3.ตติยฌาน มี สุข เอกัคคตา


                                    4.จตุตถฌาน มี อุเบกขา เอกัคคตา


ความหมายในแต่ละฌาณคือ



  • ปฐมฌาณ คือ สามารถกำจัดกามตัณหา และอกุศลจิตบางชนิด เช่นความกำหนัด พยาบาท เซื่องซึม วิตก กังวล ฟุ้งซ่าน และความสงสัยเสียได้ ทำให้มีปิติ และสุขตลอดจนมีพฤติกรรมทางจิตอย่างอื่นๆ

  • ทุติยฌาณ คือ สามารถระงับกิจกรรมทางพุทธิปัญญาไว้ได้ จิตพัฒนาจนถึงขึ้นแน่วแน่เป็นหนึ่งเดียว (เอกัคคตา) กับยังมีปิติและสุขต่อไป

  • ตติยฌาณ คือ ความรู้สึกอิ่มเอิบใจ (ปิติ) ซึ่งเป็นเวทนาอย่างหนึ่งได้ดับไปในขณะที่สุข และเอกัคคตายังมีอยู่ต่อไป

  • จตุตถฌาน คือ ความรู้สึกทั้งหลายทั้งที่เป็นสุข และเป็นทุกข์ ทั้งที่เป็นปิติ และเศร้าโศก ดับไปทั้งหมด เหลือแต่เอกัคคตา และสติสัมปชัญญะ


ด้วยเหตุนี้ จิตสามารถฝึกหัด ควบคุมและพัฒนาได้ โดยอาศัย สัมมาวายะมะ สัมมาสติ และสัมมนาสมาธิ


ปฎิบัติสมาธิและสติให้มาก เจริญให้มาก แล้วจิตของเราจะห่างไกลจากกิเลส จะบริสุทธิ์จากกิเลส เมื่อถึงที่สุดแล้วจะไม่ทุกข์จะเข้าสู่นิพพาน เมื่อจากโลกนี้ไปแล้ว ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก เพราะการเกิดเป็นทุกข์ เราเกิดมาเป็นลูก


พระพุทธเจ้าเราต้องมีความอดทน และมีความเพียรเผากิเลสอยู่แบบสันโดษ อยู่ง่าย กินง่าย ไม่เรื่องมากกับชีวิต


นั่งสมาธิ เพื่ออะไร ? เพื่อให้จิตสงบนิ่ง และตั้งมั่น เป็นการข่มกิเลส จิตจะได้พักผ่อน จะรู้สึกได้ว่าจิตเบาสบาย


อาจเกิดนิมิต แต่อย่าไปหลงยึดติด หลวงปู่ดุลย์ อตุโล บอก ที่เห็นเห็นจริง แต่สิ่งที่เห็นมันไม่จริง


แต่หากลืมตา เลิกนั่ง กิเลสก็ฟุ้งอีก จิตวุ่นวายสับสน ฉะนั้น การนั่งสมาธิจึงเป็นการข่มกิเลสไม่ให้ฟุ้งชั่วคราว


แต่ไม่สามารถกำจัดกิเลสได้ถาวร แต่ต้องฝึกนั่งสมาธิเพราะเป็นบาทฐานของการฝึกสติ และปัญญาต่อไป


 


เดินจงกลมเพื่ออะไร ? เพื่อให้เกิดสติ ปกติจิตจะวิ่งเร็วกว่าแสงถือว่าเร็วมาก สติถ้ายังไม่ได้ฝึกจะตามความเร็ว


ของจิตไม่ทัน  การฝึกเดินจงกลมจึงต้องทำช้าๆ เพื่อให้สติตามความเร็วของจิตได้ทัน หากฝึกสติอยู่กับการ


เคลื่อนไหวทุกๆวัน หรือทำบ่อยๆ สติจะโตเป็นมหาสติ  สติจะแข็งแรง จะตามความเร็วของจิตได้ทัน เมื่อนั้น


สติจะสามารถตัดอารมณ์หรือกิเลสที่เข้ามาสู่จิตได้ ไม่ให้ครอบงำจิตสำเร็จ จิตเมื่อไม่ถูกกิเลสครอบงำก็ไม่


เป็นทาสของกิเลส ไม่ต้องทำตามกิเลส จิตก็จะอิสระ ผ่องใสเป็นปกติ แต่หากว่าสติยังไม่แข็งแรง รับอารมณ์


เข้ามาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย จิตเมื่อรับอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ ปรุงความโกรธ หากความโกรธครอบงำจิตสำเร็จ


100 เปอร์เซ็นต์ จิตจะตกเป็นทาสกิเลส กิเลสสั่งให้ชกหน้าคนพูดไม่ดี จิตก็จะสั่งกายอีกทีหนึ่ง ให้กายยื่นแขน


ไปชกหน้าไอ้คนที่พูด นี่คือกระบวนการทำงานของจิตของคนไม่ได้ฝึกสติ หากฝึกสติ จะรู้ทันจิตว่าเกิดความ


โกรธขึ้นในจิต เมื่อรู้ทัน ความโกรธก็จะดับไป จิตจะเกิดสติ ก็จะไม่ทำตามกิเลสคือตัวความโกรธก็ไม่เกิดวิบาก


หากจิตเราไม่ได้ฝึกสติให้แข็งแรง แพ้กิเลสหรือปล่อยให้กิเลสครอบงำจิตสำเร็จอยู่ร่ำไป ตกเป็นทาสกิเลส


ก็จะเข้าสู่วัฎจักร ดังนี้ ไม่สิ้นสุด คือ


                                   (ตัวหลอกให้กระทำกรรม)


                                                                       กิเลส


                                       


                                            กรรมดีกรรมชั่ว                                วิบาก


                                        (การกระทำดี,ไม่ดี)                (บุญสร้างสุข,บาปสร้างทุกข์)


 


ความหมายคือ กิเลสครอบงำจิตสำเร็จ จะสั่งให้จิตกระทำกรรม แล้วรับวิบากกรรมคือผลกรรม


สังเกต ตัวกิเลสเป็นตัวหลอกเราให้กระทำกรรม แต่คนที่รับวิบากกรรมคือเราไม่ใช่กิเลส


ฉะนั้น การรับบุญหรือบาปคือเราไม่ใช่กิเลส  กิเลสมันนั่งหัวเราะเราว่าสามารถหลอกเราให้ทำกรรม


สำเร็จ   เราโง่ไปเลยนะ


 


อยากหลุดวงจรอุบาทว์นี้ ก็ต้องตั้งใจฝึกสมาธิ   ฝึกสติ   ให้รู้เท่าทันกิเลสอย่าให้ครอบงำจิตสำเร็จ


ให้มีสติรู้ทันตัดกระแสกิเลสให้ได้ก่อนที่มันจะครอบงำจิตได้ 100 เปอร์เซ็นต์ หากตัดได้ก่อน


กิเลสจะทำอะไรเราไม่ได้ เราจะไม่ตกเป็นทาสของกิเลส ก็ไม่กระทำกรรม ไม่ต้องรับวิบาก


ถ้าจะถามว่าข้าพเจ้าเอาอะไรเป็นวิหารธรรม(ที่อยู่ของจิต) เรายังต้องมีบ้านเป็นที่อยู่อาศัย จิตก็เช่นกัน  ? 


ข้าพเจ้าตอบว่า เอา กายานุปัสสนาเป็นวิหารธรรมของจิต โดยฝึกจิตให้มีสติรู้สึกตัวอยู่กับการเคลื่อนไหวของร่างกายอยู่ทุกขณะปัจจุบันหรือบางทีก็ใช้ลมหายใจ เป็นที่อยู่ของจิต (อานาปาณสติ)โดยให้รู้สึกที่ลมหายใจเข้า หายใจออก เข้ายาวก็รู้ เข้าสั้นก็รู้  ออกยาวก็รู้ ออกสั้นก็รู้ บางคนใช้คำบริกรรมเป็นวิหารธรรมของจิตเช่น


คำว่า พุทโธ (ท่องในใจทั้งวันทำอะไรก็ท่องในใจ ตอนแรกอาจออกเสียงเบาๆก่อน)


คำว่า สัมมา อรหัง


คำว่า ยุบหนอ พองหนอ


จริงๆ คำบริกรรมเป็นเพียงอุบายให้เกิดสติเกิดสมาธิ เท่านั้น จริงๆแล้วเราจะใช้อะไรก็ได้ตั้งขึ้นเองก็ได้


อย่างเช่น หลวงพ่อเกษม เขมโก ท่านใช้คำบริกรรมว่า  ก เอ๋ย ก ไก่ ข ไข่ อยู่ในเล้า …… ก็ได้ เป็นต้น


 


เวลามีสติอยู่กับการเคลื่อนไหวร่างกาย   จิตจะเป็นกลาง ไม่เกิดความยินดียินร้าย  จะไม่ไปนึก ไปคิด ไปปรุงแต่ง


กิเลส จะจบที่การกระทบผัสสะ เพราะไม่มีการให้ค่าหรือปรุงแต่งต่อเติมเรื่องราวต่อไป จิตจะพ้นจากของคู่ จะไม่มีโลกนี้และโลกหน้าเมื่อเห็นจะเป็นสักแต่ว่าเห็น เมื่อได้ยินจะเป็นสักแต่ว่าได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส สัมผัสกายใจก็เช่นกันจะเป็นสักแต่ว่า อธิบายให้ง่ายๆ เช่น ดูทีวี หนังไทย นางเอกกำลังโดนนางอิจฉาใส่ร้ายตบตี เราก็จะรู้สึกโกรธนางอิจฉาสงสารนางเอก  นั่นคือ จิตเราไปอยู่ในทีวีแล้ว เผลอสติแล้ว  ปกติฝึกสติ  ต้องให้จิตอยุ่กับกายหรือจิตเรา ไม่ส่งจิตออกนอก แต่ เมื่อส่งจิตออกนอกตัว เลยไปรับอารมณ์ภายนอก รู้สึกอินตามหนัง หากมีสติอยุ่ที่กาย เราจะไม่รู้สึกโกรธนางอิจฉา และจะไม่สงสารนางเอก พูดง่ายๆ คือ รู้เฉยๆ รู้แล้วจบแค่รู้ อย่าต่อเรื่องราวอย่าไปให้ค่า ไม่เข้าไปอินกับหนังทีวีที่ดู จะกลายเป็นเห็น ก็สักแต่ว่าเห็น ได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน จิตจะไม่ฟุ้งซ่านเป็นทุกข์ตามหนัง เห็นไหม เป็นการรักษาจิตให้สงบเป็นปกติไม่ใช่เป็นจิตที่เร่าร้อนเป็นทุกข์


ธรรมชาติจิตคนเราจะไหลลงสู่ที่ต่ำ ความดีต้องสอนกัน แต่ความไม่ดีไม่ต้องสอนเพราะทำตามกิเลสอยู่ร่ำไป


กิเลสจะทำให้เรา คิดไม่ดี ทำไม่ดี พูดไม่ดี  เราต้องฝึก โดยใช้มรรค8หรือบางทีรวมเรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา


มาช่วยให้เราเกิดความคิดที่ดี ทำดี พูดดี จะได้หลุดพ้นเลิกเป็นทาสของกิเลส


 


กิเลสเป็นตัวก่อให้เกิดความทุกข์  จะพ้นทุกข์ ต้องละกิเลสให้ได้  แรกๆจะละกิเลส100 เปอร์เซ็นต์เลยคงไม่ได้


ต้องค่อยๆ ลด ละ เลิก  ถ้าจะตัดกิเลสทันที กิเลสมันไม่ยอม อาจทำให้เราวิปลาสได้เช่นกัน


แผ่เมตตาบ่อยๆ เพื่อจิตจะได้รู้จักให้อภัย และจิตจะอ่อนโยนไม่แข็งกระด้าง จะเหมาะแก่การปฎิบัติธรรม


ปฎิบัติธรรมไปเรื่อยๆ แล้วหมั่นเช็คดูว่า ความโลภ โกรธ หลงสติ หรือกิเลส เราน้อยลงหรือไม่ ? ถ้าน้อยลงก็แปลว่าใช้ได้ละ ให้น้อยลงเรื่อยๆจนหมดไปเลยยิ่งดีนะ  อย่าลืมปฎิบัติธรรมควรรักษาศีล8 นะจะดี


เว้นจากฆ่าสัตว์ เว้นจากลักทรัพย์ ให้รักษาพรหมจรรย์ เว้นจากพูดเท็จ เว้นจากบริโภคอาหารผิดเวลา เว้นจาก


การฟ้อนขับประโคม ดูการละเล่น ทัดดอกไม้  ทาของหอมและเครื่องทาอันเป็นฐานแต่งตัว เว้นจากนอนบน


ที่นอนสูง ที่นอนใหญ่


ถ้าเป็นคนรักสวยรักงาม ก็ให้ไปหาภาพอสุภะ หรือซากศพที่เน่าๆ น่าเกลียดน่ากลัวมาดูแล้วจำไว้ พอนั่งสมาธิ


จนนิ่งก็เอาภาพที่จำไว้มาพิจารณาถึงความไม่งามของร่างกาย เพื่อจิตเราจะได้ไม่ยึดกับเนื้อหนังมังสาอีกต่อไป


เพราะการที่จิตไปยึดหรือเกิดอุปาทานกับอะไร สิ่งนั้นก็จะทำให้จิตเราทุกข์


 


 


 


พิจารณาร่างกายเรา เช่น ขน ผม เล็บ ฟัน หนัง ให้เห็นว่ามีแต่ธาตุ 4 และมีแต่สิ่งสกปรกคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นส่วนประกอบร่างกาย  ให้เห็นความเป็นจริงของกายเรา เช่น นั่งสมาธิจนจิตนิ่ง แล้วพิจารณาขน ผม เล็บ ก็เป็นธาตุดิน  เลือดก็เป็นธาตุน้ำ  เราหายใจเข้าออก ก็เป็นธาตุลม  ร่างกายเราต้องการธาตุไฟเพื่อให้อบอุ่น เป็นต้น


 


ขณะที่เราสิ้นลมหายใจ หากตอนนั้น จิตเราเป็นกุศล เราก็จะไปสู่


สุคติภูมิ คือ ที่อยู่ของสัตว์ที่มีความสุขมากกว่าความทุกข์ เป็นภูมิที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของบุญ หรือ บุญนำเกิด เช่น มนุษยภูมิ หรือ เทวภูมิ  


หากจิตเราเป็นอกุศล เราก็ไปสู่ทุคติภูมิซึ่ง เป็นภูมิที่อยู่ของสัตว์ที่เต็มไปด้วยความทุกข์ ความทรมาน ต้องอดอยากหิวโหยอยู่ตลอดเวลา ด้วยอำนาจของบาปที่ได้กระทำไว้ ดังนั้นบุญ-บาป จึงเป็นตัวผลักดันให้ต้องโคจรไปเกิดยังภพภูมิดังกล่าว


แต่หากตอนสิ้นลมหายใจเราสามารถประคับประคองจิตเราให้มีสติอยู่ เราจะไม่มีโลกนี้ และโลกหน้า คือไม่ต้อง


มาเกิดอีก ดับไม่เหลือไปเลย จบการเวียนว่ายตายเกิดเท่านี้ แต่ส่วนใหญ่จะประคับประคองสติไม่ได้เพราะไม่ได้


ฝึกหรือฝึกสติมาน้อย สติจึงไม่แข็งแรง เวลาใกล้สิ้นลม ขันธมารจะยกกองทัพมารุมเราถ้าสติแข็งแรงก็จะชนะ


ถ้าไม่แข็งแรง ไม่เร็ว ก็แพ้ เมื่อจะสิ้นลมหายใจเราต้องดับขันธ์ให้ได้


 


ปฎิบัติธรรมต้องใจเย็นๆๆๆๆ   อย่าใจร้อน พูดไพเราะ  อ่อนน้อมถ่อมตน กตัญญูรู้คุณ สังเกตดูกายดูใจเราโดยใช้ความรู้สึกดูอย่าดูกายใจคนอื่นหมั่นสร้างสติ สร้างปัญญา เพื่อให้จิตเราห่างไกลจากกิเลส เวลาเกิดปัญหาในชีวิต


อันดับแรกที่ต้องทำคือการตั้งสติก่อน เมื่อสติมาปัญญาจะเกิด แล้วจะสามารถแก้ปัญหาได้  ความทุกข์เกิดจากการมีกิเลส ๆ เกิดจากการมีอัตตาตัวตน เราจึงต้องปฎิบัติธรรมโดยการฝึกจิตให้มีสติ เพื่อใช้ดูขันธ์5 หรือดูรูป-นามว่า


มันเป็นเราหรือไม่จนรู้ความจริงว่าไม่ใช่ตัวเรา หลวงปู่ดุลย์ บอกว่า ถ้าหัวไม่มีผม เหาจะเกาะได้อย่างไร เช่นกัน


หากเราไม่มีอัตตาตัวตนกิเลสจะเกาะได้อย่างไร เมื่อกิเลสเกาะไม่ได้ทุกข์ก็ไม่เกิด มีความทุกข์ใจเกิดได้เพราะ


เราไปยึดกับตัวอารมณ์หรือกิเลสที่เกิดขึ้นว่าเป็นเรา เช่น เกิดความโกรธ เราก็ไปยึดว่าเราโกรธคือมีตัวเราเป็นผู้


โกรธ จึงทุกข์ จริงๆ แล้วมีแต่ตัวโกรธเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เท่านั้น ไม่มีเรา แต่เรามองไม่เห็นเท่านั้นคิดว่ามีเรา


 


ถวายดอกไม้กับพระบ้าง สวดมนต์บ้าง ช่วยคนยากจนบ้าง บริจาคเสื้อผ้าเก่าบ้าง บริจาคเงินทำบุญกับวัด


กับโรงพยาบาลบ้าง พิมพ์หนังสือธรรมะแจกบ้าง ถวายพระพุทธเจ้ากับวัดบ้าง แผ่เมตตาบ่อยๆ นั่งสมาธิ


ฝึกสติ   สอนธรรมะแก่คนรอบข้างให้เป็นคนดี   ตักบาตร ฯลฯ  ทำแล้วจิตจะอิ่มบุญผ่องใสได้บุญนะครับ


 


พุทธพจน์


สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม         รู้จักพอก่อสุขทุกสถาน                    จิตที่ฝึกดีแล้วนำสุขมาให้


สติเป็นธรรมตื่นอยู่ของโลก            สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี            สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น


เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร        อย่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัว              คนจะล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร


ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว                             พึงรักษาความดีดังเกลือรักษาความเค็ม   ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน


สังเกตว่า เราๆท่านๆ จะรู้สึกว่า โลกนี้มันเที่ยง ไม่ทุกข์ มีตัวตน บังคับได้ แต่พระพุทธเจ้าบอกไม่ใช่ แต่บอก


ว่า โลกนี้ตกอยู่ในกฎไตรลักษณ์ คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตน บังคับไม่ได้  ซึ่งฝืนกับความรุ้สึกของเรา


ถึงตรงนี้แล้วท่านทั้งหลายคงเข้าใจแล้วว่า เราปฎิบัติธรรมเพื่ออะไร เพื่อให้หลุดพ้นจากทุกข์ไงละ โดยขัดเกลากิเลสออกจากจิตใจของเราให้จิตเราสะอาด สงบ สว่าง จิตก็จะบริสุทธิ์ ผ่องใส ประภัสสร หรือเรียกว่าเข้าถึงจิตเดิมแท้แล้วและการทำชีทนี้ขึ้นมา ข้าพเจ้าไม่ได้มีจุดมุ่งหมายอะไร เพียงต้องการให้ผู้ปฎิบัติธรรมรู้จุดมุ่งหมายของการปฎิบัติธรรมเท่านั้นการปฎิบัติธรรมจะอยู่ที่ไหน ก็ปฎิบัติได้ โดยให้มีสติ เมื่อยืน ก็รู้สึกว่ายืน เมื่อเดิน เมื่อนั่ง เมื่อนอน เมื่อเหยียดแขน เหยียดขา เมื่อกำลังกลืนอาหาร ดื่มน้ำ ขับถ่าย ก็ให้รู้สึกทุกอิริยาบถ สติจะแข็งแรงขึ้น จะโดขึ้นเป็นมหาสติ แล้วสติจะเป็นตัวช่วยที่ที่ดีที่สุดในการจะ ทำให้จิตเราบริสุทธิ์ หลุดพ้นจากกิเลสซึ่งเป็นตัวก่อให้เกิดทุกข์  ฉะนั้นควรปฎิบัติตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้แล้วความทุกข์จะไม่เกิดว่า


                ละชั่ว  (ละอกุศล)


                ทำดี    (ทำกุศล)


                ทำจิตให้ผ่องใส(ฝึกสมาธิฝึกสติ)


                                                  จากผู้ปฎิบัติธรรมคนหนึ่ง                                                                                                                                                                                                                                             

tanasak_wa

ขอเจริญในธรรมนะครับ ท่านโจโฉ ขออนุโมทนาบุญด้วยครับกับสิ่งที่ทำเพื่อผู้อื่น นับถือด้วยใจครับ...

tanasak_wa

ขอเจริญในธรรมนะครับ ท่านโจโฉ ขออนุโมทนาบุญด้วยครับกับสิ่งที่ทำเพื่อผู้อื่น นับถือด้วยใจครับ...

วิทยา ศักดิ์นิมิตวงศ

ผมฟังเสียงบรรยายธรรมมะไพเราะมาก ขอให้มีความสุข ความเจริญ รุ่งเรืองยิ่งๆขึ้นไปครับ
วิทยา ศักดิ์นิมิตวงศ์

วิศรุดา

ขอบคุณ และอนุโมทนา สำหรับเวปธรรมะดีๆนี้นะคะ ติดตามอยู่เรื่อยๆ เป็นกำลังใจให้ค่ะ

วิรุณภัสร์

ขออนุโมทนาค่ะ เป็น กำลังใจให้นะคะ อยากช่วยจังคะ นอกจากสมทบทุนแล้วมีอะไรให้ช่วยอีกมั้ยค่ะ

รักษาสุขภาพนะคะ

วิรุณภัสร์

don

ขออนุโมทนาบุญด้วย
Webboardแสดงความคิดเห็น
เยี่ยม   แย่   แย่   แย่   เขิน   หยอกล้อ  ตกใจ  ร้องไห้   สงสัย   ขอโทษ   หดหู่   อย่าน่ะ   ต่อว่า   โอเค
รูปภาพ
(นามสกุลไฟล์ควรเป็น [ jpg , jpeg , gif ] และไฟล์ไม่เกิน 3 MB.)
*ชื่อ
*สถานะ  
*อีเมล
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
*รหัสยืนยัน

หมายเหตุ : : กรุณากรอกข้อมูลที่มี * ทุกช่อง

 
 หน้าแรก  รวมเสียงโจโฉ  สมุดเยี่ยม  บทความ  ภาพกิจกรรม  สนับสนุนโจโฉ  ติดต่อ
By โจโฉ เสียงธรรม.  
Copyright 2005-2017 All rights reserved.
view