http://www.jozho.net
   
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 19/11/2007
ปรับปรุง 10/11/2017
สถิติผู้เข้าชม11,130,227
Page Views18,356,530
Menu
หน้าแรก
งานบรรยายโดยโจโฉ
เกี่ยวกับ&ที่มา..โจโฉ
ตัวอย่างภาพกิจกรรม
รวมเสียงโจโฉ
เว็บบอร์ด
สมุดเยี่ยม
สนับสนุนโจโฉ
บทความโดยโจโฉ
ติดต่อโจโฉ
เลือกดาวน์โหลด
แนะนำ
มาใหม่ล่าสุด
บอกเล่าเก้าสิบ
สวดมนต์ สมาธิ
Video ธรรม
ข่าวร้อน
.
 

วิธีทำบุญแก้กรรม ตอนที่ 3.4 กรรมด้านวาจา


ทำบุญแก้กรรม ตอนที่ 3.4 กรรมด้านวาจา

โดย : โจโฉ www.jozho.net

-----------

หนังสือทั้งเล่ม กดอ่าน /คลิ๊กขวาบันทึก-โหลดเก็บ

(ไฟล์รูปแบบเอกสาร PDF อ่านง่าย นำไปพิมพ์ต่อง่าย)

... วิธีทำบุญแก้กรรม (คลิ๊ก)

... หลักการสวดมนต์ บทสวดบรรเทากรรม (คลิ๊ก)

... คำอริยะถึงในหลวง (คลิ๊ก) 

... ประสบการณ์ทางจิต (คลิ๊ก)

------------

.

 .

หมายเหตุ : บทความเน้นเพื่อคนรุ่นใหม่ ดังนั้นภาษาจำเป็นต้องตรงและแรง เพื่อให้กระแทกใจเห็นภาพชัด  ภาพประกอบจากงานทดลองของ ดร.มาซารุ เอโมโต๊ะ // ทุกท่านสามารถทดลองด้วยตนเองได้ด้วยการเพาะถั่วงอกจะเห็นการเจริญเติบโตที่แตกต่างกันระหว่างต้นที่ด่า กับต้นที่ชมหรือพูดเพราะๆ ยังมีผลอีกมากที่เมื่อพูดคำหยาบหรือด่ากันแล้วส่งผลต่อภาวะของเลือดและการหลั่งฮอร์โมนในร่างกาย  นี่แค่ตัวอย่างหนึ่งของกรรมด้านวาจาที่ส่งผลให้เห็นทางวิทยาศาสตร์และพิสูจน์ได้  ยังไม่นับกับวิบากกรรมที่สะสมในจิตใต้สำนึกและส่งผลได้อีกมากมาย บทความเขียนลงนิตยสารเปิดร้าน มีเนื้อที่จำกัด ดังนั้นอาจอธิบายอะไรได้แค่ระดับหนึ่งนะครับ ขอบพระคุณทีร่วมกันเผยแพร่และแชร์ให้คนที่คุณรัก ^^

 .

         

กรรมด้านวาจา

.

         เทคโนโลยีสื่อสารฉับไว ส่งให้ก่อกรรมด้านวาจาได้ง่าย  คำไม่กี่คำอาจทำให้ฆ่าตัวตายหรือมีกำลังใจสู้ชีวิตต่อ อาจทำให้คนรักหรือเกลียดกัน (อย่างที่ปลุกระดมให้คนแบ่งสีแบ่งข้าง เกลียดกันได้อย่างทุกวันนี้ การทำให้คนทุกหมู่เหล่าแตกแยก อาจถือเป็นบาปร้ายแรงเทียบการทำอนัตริยกรรมได้เลย) คำพูดที่ถูกต้อง ถูกเวลา ถูกบุคคล ทำให้บางคนสำเร็จอริยะหรือเปลี่ยนเส้นทางชีวิตมาแล้ว   ทำสิ่งใดย่อมได้สิ่งนั้นกลับคืนเสมอไม่วันใดก็วันหนึ่ง  ทำอะไรกับใครไว้ ไม่ใช่คนนั้นต้องย้อนมาทำเราคืน แต่ทุกข์ที่คนอื่นได้รับทางใจเท่าใด จะดึงไปเจอคนที่เลวพอจะทำความทุกข์ทางใจให้เราได้สมกับที่เราทำไว้ในอดีต

.

 

          บทหนึ่งที่พระให้พร คือ  “อะภิวาทะนะสีลิสสะฯ... อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง” แปลว่า.. “บุคคลผู้มีปรกติกราบไหว้ อ่อนน้อมเป็นนิตย์  ย่อมเจริญด้วยธรรมสี่ประการ คือ  อายุ วรรณะ สุขะ พละ”  ที่เข้าใจว่าพระให้พร  ความจริงท่านสอนธรรมะให้นำไปปฏิบัติ ไม่ใช่พนมมือก้มรับแล้วคิดว่าเป็นมนต์ขลังที่เสกให้ใครโชคดีได้  พระพุทธเจ้าทรงฤทธิ์มาก แต่ไม่เคยปรากฏว่าทรงเสกเป่าให้ใครรวยหรือโชคดี ทรงแนะให้ทำสิ่งนี้แล้วจะได้สิ่งนี้  ใครทำอะไรย่อมได้รับผลนั้น  จะโชคดีขึ้นอยู่กับความดีที่สั่งสมไว้  จะเรียนเก่งต้องขยัน จะร่ำรวยต้องทำเหตุให้พร้อม    ซึ่งก็มีกล่าวไว้ในคาถาเศรษฐี.. "อุอากะสะ"    ไม่ใช่ท่องแล้วจะรวย แต่คำว่า อุอากะสะ คือคำย่อของแต่ละประโยคที่พระพุทธองค์ทรงให้ทำ เช่น.. รู้จักหาทรัพย์ รู้จักรักษาทรัพย์ รู้จักคบเพื่อนดี ทำตามนั้นแล้วถึงจะรวย ไม่ใช่สักแต่เอาคาถามาท่องแล้วจะรวย จะรวยได้เพราะปฏิบัติตนตามคาถาหรือบทสวด ซึ่งเป็นคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้  ไม่ใช่การเปลี่ยนชื่อ ใช้เบอร์โทรเลขสวย หรือเที่ยวเอาของไปเซ่นไหว้ใคร   (งมงายกันจริงเรื่องเลขมงคล หินมงคล)

.


มีคนถามว่าใช้เบอร์โทรเลขอะไรจะเรียนเก่ง ??  ตอบว่า.. ถ้าอยากฉลาดเรียนเก่งต้องหยุดเชื่อเรื่องปัญญาอ่อนพวกนี้ให้ได้ก่อนนะครับ!! อยากให้ระลึกถึงคำของพระพุทธองค์ที่ตรัสไว้ว่า.. “คนเขลามักคำนวณดวงดาวอยู่”  สำหรับป้าย “บ้านนี้อยู่แล้วรวย” เช่นกัน เป็นป้ายประจานตัวเองว่า.. นับถือศาสนาพุทธด้วยจิตที่เต็มด้วยโลภะ  หรือประกอบด้วยปัญญาและเข้าใจศาสนาถูกทาง     คนจะรวยได้ด้วยการกระทำ ด้วยบุญที่ตัวเองทำ ด้วยความขยันที่ตนเองทำ ไม่ใช่ด้วยการปักป้าย เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนเบอร์โทร หรือ การเชื่อฤกษ์มงคลอะไร ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ขัดขวางการบรรลุธรรม  ( ศีลพตปรามาส )   ความอ่อนน้อมคือสมบัติผู้ดีและมารยาท  รู้จักเคารพกราบไหว้ผู้ใหญ่  ให้เกียรติผู้อื่นแม้ด้อยกว่า เคารพความเห็นแตกต่าง ว่านอนสอนง่าย มีน้ำใจ เป็นมิตรกับคนทุกเพศวัย  ฯลฯ    เด็กคนหนึ่งเจอผู้ใหญ่ไม่ไหว้ หน้าบึ้ง   กับเด็กอีกคนไหว้ สวยงามยิ้มแย้มพูดจาน่ารัก เราจะเอ็นดูอยากช่วยเหลือใครกว่ากันเจ้าของร้านหน้าบึ้งหรือยิ้มแย้มจริงใจต่อลูกค้า เราอยากซื้อของใครมากกว่ากัน

.

 

สังคมไทยในอดีตปลูกฝังการอ่อนน้อมในชีวิตประจำวันด้วยให้ระลึกคุณแม้สิ่งมองไม่เห็น เช่น.. พระแม่คงคา พระแม่โพสพ ฯลฯ  เป็นจุดเริ่มให้กตัญญูรู้คุณ ส่งเสริมความอ่อนน้อมในใจลูกหลาน  กินข้าวต้องสำนึกบุญคุณชาวนา  เด็กเสิร์ฟยกอาหารมาให้  คนขับแท็กซี่ แม่ค้าขายข้าว ต้องสอนลูกให้สำนึกบุญคุณ พูดขอบคุณคนเหล่านี้ให้ได้ทุกครั้ง ความอ่อนน้อมจะติดตัวเป็นผู้ใหญ่ที่น่ารักและเจริญในทุกด้านอย่างที่พระท่านอวยพร      ผู้สรรเสริญความดีผู้อื่นย่อมได้รับการสรรเสริญจากคนทั้งโลก ทุกคนล้วนมีความดีอยู่ในตัว ไม่มีใครชั่วจนหาความดีไม่ได้  คนฉลาดจะรู้จักสะสมบุญด้วยพยายามหาข้อดีคนอื่นมาชื่นชม    

.

แยกแยะด้วยว่าเป็นการชื่นชมจากใจจริงหรือประจบสอพลอ หรืออวยเกินเหตุจนเสียคน อยากเห็นการอวยเกินเหตุเปิดดูทีวีประกวดร้องเพลงได้แทบทุกรายการของไทย และลองเทียบรายการเมืองนอกดู จะเห็นความแตกต่างชัดเจนว่า.. การติเพื่อก่อส่งผลดีมากกว่าอวยแบบไม่ลืมหูลืมตาอย่างไร และในที่สุดศิลปินประเทศไทยแลดูพัฒนาตามหลังต่างชาติอย่างมาก  ยิ่งถ้าเทียบกับเกาหลีใต้ จะเห็นชัดเลยว่ากรรมการเขาเข้มงวดและติแรงจริง ๆ   ติจนเด็กต้องไปพัฒนาตนเอง   แต่กับคนไทยไม่มีพัฒนาการอะไรเพิ่มขึ้นเลย ชมอวยซะเวอร์ ในที่สุดเด็กจึงไม่พัฒนา(เท่าที่ควร) จบซีซั่นมาหลายปียังร้องเพลงได้คุณภาพเหมือนเดิม เรื่องนี้ไม่ได้ว่าใครแต่อยากชี้ให้เห็นว่า การติเพื่อก่อ การบอกข้อผิดพลาดที่แท้จริงเท่านั้น ที่จะช่วยพัฒนาคน และคนแต่ละคนเป็นหน่วยหนึ่งในสังคม คนมีคุณภาพมากเท่าไหร่ สังคมยิ่งมีคุณภาพมากเท่านั้น ทำไมเกาหลีใต้ถึงเจริญเร็วไปไวในช่วงเวลาไม่กี่ปี ก็เพราะเขาไม่มีการอวยแบบใส้แตกเหมือนคนไทย เขามีแต่การติในข้อผิดพลาด และให้แก้ไขทันที

.

 

บุญเกิดได้ทุกเวลาที่ชื่นชมความดีคนอื่นแม้ทำในใจ เป็นวิบากสะสมในจิตส่งให้อนาคตมีโอกาสทำดีได้ง่าย  มีพลังจิตด้านดีสะสมไว้มาก เดินไปไหนคนเข้าใกล้จะรู้สึกเป็นมิตร มองเราแต่แง่ดี  ซึ่งคุณอาจเคยเจอใครครั้งแรกแล้วรู้สึกเกลียดหรือรักอย่างไม่มีเหตุผล          มีหลักว่าคนประเภทเดียวกันจะชื่นชมกันการถูกชื่นชมสำหรับบางคนอาจเพราะเลวพอกัน การถูกรังเกียจอาจเพราะธรรมชาติของคนเลวจะรู้สึกเกลียดคนดีได้ง่าย     หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เทศน์ไว้ว่า..  “การตำหนิติเตียนผู้อื่น ถึงเขาจะผิดจริงก็เป็นการก่อกวนจิตใจตนเองให้ขุ่นมัวไปด้วย   ความเดือดร้อนวุ่นวายใจที่คิดตำหนิผู้อื่นจนอยู่ไม่เป็นสุขนั้น นักปราชญ์ถือเป็นความผิดและบาปกรรม ไม่มีดีเลย จะเป็นโทษให้ท่านได้สิ่งไม่พึงปรารถนามาทรมานอย่างไม่คาดฝัน    การกล่าวโทษผู้อื่นโดยขาดการไตร่ตรอง เป็นการสั่งสมโทษและบาปใส่ตนให้ได้รับความทุกข์ จึงควรสลดสังเวชต่อความผิดของตน งดความเห็นที่เป็นบาปภัยแก่ตนเสีย”  ( ต้องแยกแยะด้วยว่า การตำหนิจับผิด หาข้อผิดแม้จะมีเล็กน้อยมาตำหนิ หรือมาคัดค้าน กับการติเพื่อก่อด้วยความรู้จริง และสามารถแนะนำใด้ถูกระดับกับแต่ละคน เป็นสิ่งที่แตกต่างกันสิ้นเชิง )

.


         คนส่วนใหญ่สะสมบาปจากการด่าสาปแช่งคนเลว (ซึ่งมีให้เห็นทุกวันจากข่าว)  เมื่อทำบ่อยจะเกิดเป็นพลังงานไม่ดีสะสมในตัว ดึงดูดเอาคนไม่ดี สิ่งไม่ดีเข้าหาได้ง่าย ส่งให้หงุดหงิดทุกข์ใจ จิตไหลลงต่ำง่ายขึ้นกว่าเดิม  มีผลต่อสุขภาพจากการทดลองเรื่องคลื่นความรู้สึกโกรธที่กลั่นมาเป็นคำหยาบแม้แต่คิดในใจ สามารถทำผลึกน้ำบิดเบี้ยวได้  ทำให้ร่างกายหลั่งสารพิษและระบบภายในเสียสมดุล  ยิ่งโกรธยิ่งด่าคนอื่นจึงยิ่งทำร้ายตัวเอง  ครูบาอาจารย์สอนว่าความโกรธเป็นอาหารของยักษ์   คนขาดบุญหรือศีลคุ้ม  จังหวะกรรมให้ผล  คนขาดสติ   จะทำให้วิญญาณร้ายเข้าสิงได้ง่าย    ยักษ์ทางศาสนาไม่ได้หมายถึงสัตว์ประหลาดตัวโต แต่เป็นอมนุษย์โทสะแรงมีหลายรูปแบบ การขาดสติจากความโกรธหรือการเมา (ผิดศีล) จะเป็นช่วงที่วิญญาณร้ายแทรกแทรงความคิดได้  ลองสังเกตบางคนเวลาโกรธหรือขาดสติ อาจแปลกใจว่าทำไมนิสัยเปลี่ยนเป็นคนละคน  ซึ่งในพระวินัยมีบันทึกไว้ว่า.. พระพุทธเจ้าตรัสอนุญาตให้พระฉันเนื้อดิบเลือดสดได้เฉพาะเวลาที่พระอาพาธจากการถูกอมนุษย์เข้าสิงเท่านั้น เป็นข้อพิสูจน์ว่าเรื่องเหล่านี้มีอยู่จริง

.

         การด่าสาปแช่งแม้คนทำเลว เท่ากับผูกกรรมเวรกับเขา  จิตที่อยากให้เขาถูกลงโทษให้สาสม  อาจส่งไปเกิดเป็นนายนิรบาลเพื่อลงโทษสัตว์นรกได้เต็มที่  มีบุญจะได้เป็นเทวดาสุขสบาย กลับต้องไปอยู่ในนรก  การสะใจที่ได้ลงโทษแม้แต่ความคิด  อาจนำสู่ภพหน้าให้เกิดเป็นนายจ้างใจร้ายลงโทษลูกจ้างแบบรุนแรงอย่างที่เห็นในข่าวก็เป็นได้   วิธีที่ดีเมื่อเห็นคนทำผิด ต้องคิดถึงกฎแห่งกรรมว่าจะสนองคืนคนชั่วอย่างสาสมเอง ใครที่โดนทำร้ายต้องเคยทำคนอื่นไว้ก่อน ถ้าระลึกชาติได้จนเห็นผู้ชายใจเหี้ยมฆ่าข่มขืนร้อยศพ   แต่ปัจจุบันกลายเป็น..  เด็กน้อยน่าสงสาร        ถูกกระทำคืน เราคงไม่โกรธใครเลย แต่จะรู้สึกสลดและสงสารเขาทั้งคู่แทน

.

 

มีวิธีสร้างเกราะป้องกันเบื้องต้นด้วยการอธิษฐานทันทีที่เห็นคนทำชั่วหรือเมื่อเห็นคนเจอเรื่องร้ายว่า “ด้วยบุญที่ข้าพเจ้าทำไว้ดีแล้ว ขออย่าได้มีโอกาสทำผิดแบบนี้ หรือได้ทำกรรมที่ต้องเกิดมาเป็น มาเจอเหตุการณ์แบบนี้” ตามด้วยการแผ่กุศลส่งให้พวกเขาทั้งหมด ขอให้ไปดีมีสุข ได้เกิดในภพภูมิที่ดีในวันหน้า กลับตัวกลับใจ อย่าได้ทำผิดบาปอย่าจองเวรกันอีกเลย   การให้อภัยเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การลงโทษตามกฎหมายเป็นเรื่องที่ต้องทำตามสมควรนะครับ

.


         คนส่วนใหญ่มักด่าทอกันด้วยความโกรธ ใครเชื่อไม่เหมือนตนกลายเป็นคนเลวคนโง่ทั้งหมด อาหารว่างคือการหาข้อเสียคนอื่นมาตำหนิ พยายามสั่งสอนลูกหลานชาวบ้านให้เป็นอย่างที่ตนต้องการ แต่กลับไม่สามารถขัดเกลาคนใกล้ตัวหรือลูกหลานตนเองได้เลย การตำหนิด้วยเจตนาจ้องจับผิดหรือตั้งใจยกตนข่มท่านล้วนเป็นความเลวทั้งนั้น แม้แต่การด่าแบบสุภาพด้วยการยกคำพระมาอ้างเพื่อตำหนิคนอื่นก็มีเห็นทั่วไป  ควรพิจารณาตนให้มาก ดูแลลูกหลานและคนใกล้ตัวให้ดีก่อน จึงค่อยเผื่อแผ่มาตักเตือนแนะนำผู้อื่นด้วยความหวังดี แต่ต้องมั่นใจว่าเรารู้ลึกรู้จริง กล่าวได้ถูกเวลา ถูกบุคคล อธิบายได้ถูกระดับสติปัญญาของเขา ต้องดูว่าเขายอมรับศรัทธาในตัวเราหรือไม่  ควรทำด้วยเจตนาแลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกัน เพื่อรักษาความจริงหรือเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ต้องเคารพความคิดของอีกฝ่ายด้วย

.

 

ถ้ายังไม่สำเร็จเป็นพระอริยะ   อย่ามั่นใจว่าสิ่งที่ตนเองรู้จะถูกต้องที่สุด ที่เห็นเขาโง่กว่าเรา บางทีเขาอาจจะฉลาดล้ำลึกกว่ามากก็ได้  แค่การอธิบายธรรมสำหรับตนเองปฏิบัติ กับธรรมะที่สำหรับเผยแพร่ไปสู่คนแต่ละกลุ่ม บางทีแง่มุม การอธิบาย การเปรียบเทียบอาจต้องมีกุศโลบาย  แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง  ตัวอย่างเช่นสอนเด็กอนุบาลไม่ให้เล่นซ่อนแอบกลางคืนอาจเอาเรื่องผีมาขู่ให้กลัว ไม่มาเสียเวลาอธิบายเหตุผลแบบผู้ใหญ่ให้เข้าใจ  คน(โง่กว่า)ผ่านมาก็ถากถางว่า.. สอนเด็กแบบนี้ปัญญาอ่อนไร้สาระ ไม่ถูกต้องไม่ถูกหลักการ ตัวอย่างคนที่ฉลาดจนดูเป็นคนโง่คือ ไอสไตน์ ที่ฉลาดกว่าครูหลายเท่า  คิดซ้อนลึกกว่าคนทั่วไปหลายชั้น จนตอนเด็กถูกครูมองว่าโง่ และสมองทึบ !! 

.


สังคมไทยเราเสื่อมลงทุกวันเพราะสุดโต่งไปสองด้าน ด่าตำหนิด้วยความโกรธ ไม่สามารถอธิบายในระดับที่เหมาะสมกับบุคคลนั้นได้ ขาดคำแนะนำหาทางออกให้คนทำผิดได้แก้ตัว เน้นต้องลงโทษรุนแรง ต้องกำจัดคนคิดไม่เหมือนเรา ฯลฯ  อีกพวกคือนิ่งเฉยเป็นทองไม่รู้ร้อน ใครจะแนะนำด้วยความหวังดีอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงแก้ไขปัญหา ไม่ยอมเข้าใจ ไม่ยอมฟัง  แถมตำหนิออกมาห้าม เหมือนเห็นเด็กทำผิดแทนที่จะช่วยกันตักเตือนสั่งสอน กลับบอกว่าอย่าสนใจให้ดูแต่ตัวเอง เราเป็นคนดีก็พอ

.

 

วจีกรรมเป็นบาปที่ทำง่ายและบ่อยสุด  ไม่จำกัดแค่การพูดแต่รวมถึงเขียนด้วย  โลกออนไลน์รุ่งเรือง ทำให้เกิดนักเลงคีย์บอร์ดที่พยายามสำเร็จความใคร่ทางตัวอักษรด้วยการด่ากราดหรือโชว์พราวไปทั่ว ผลพวงจากระบบศึกษาไทยที่กดจินตนาการและบังคับเด็กสุดโต่งตั้งแต่เล็ก   คนญี่ปุ่นมีวินัยติดอันดับโลก แต่ทำไมไม่เข้มงวดกับทรงผม ไม่ให้เด็กเล็กใส่ชุดเครื่องแบบนักเรียนในโรงเรียนรัฐบาล  ความเก็บกดในวัยของชีวิตที่อยากเป็นตัวของตัวเอง อยากเด่นเหนือผู้อื่น ฯลฯ  ถูกกดไว้มากต้องระบายออกด้วยโลกสมมุติที่สร้างตัวตนขึ้นใหม่หลายรูปแบบ ประเภทหนึ่งคือขอด่าให้สะใจเพราะถูกกดขี่ไม่มีอิสระเลยสักด้าน ตอบสนองสิ่งที่ขาดหาย ทำไม่ได้ในชีวิตจริง คนที่ชีวิตจริงถูกกดขี่หรือไร้ความโดดเด่น มักแสดงออกก้าวร้าวลับหลัง

.


การกร่างในเน็ตอาจมีผลเสียมากกว่าทำต่อหน้า เพราะอาจมีคนได้อ่านเป็นพัน อ่านแล้วเสียใจ หงุดหงิด ความรู้สึกในใจทุกคนจะส่งกลับหาให้จิตเรากลายเป็นศูนย์รวมอัปมงคล สร้างกระแสพลังงานลบดึงดูดสิ่งไม่ดีคนไม่ดีเข้าหาทำให้เครียดหงุดหงิดทุกข์ใจง่าย คนได้พบรู้สึกรังเกียจหมั่นไส้ง่ายขึ้น ( และส่วนใหญ่หน้าตาจะดูเหมือนคนโรคจิต หรือจิตไม่ปกติมากขึ้นเรื่อย ๆ )  ในทางตรงข้าม.. ถ้าเขียนสิ่งดีมีประโยชน์ พลังดีจะสะท้อนกลับหาเรามากเช่นกัน   การกดถูกใจมีอานิสงส์ หากเขาทำดีแล้วกดไม่ชอบ ผลจะคืนสนองเวลาเราทำดีอาจไม่มีคนชื่นชม เขาทำไม่ดีแต่เรากดชอบเท่ากับส่งเสริมคนทำชั่ว   เขาแสดงความเห็นหรือความสามารถพิเศษอาจไม่ดีมากแต่กดชอบเพื่อให้กำลังใจ เพื่อบอกให้รู้ว่าเรายังใส่ใจเขาอยู่  ถึงเวลาบุญจะสะท้อนกลับให้มีกำลังใจกลับมา  ผลที่เกิดทางใจและประโยชน์ที่ตามมากับจำนวนคน คือตัวตัดสินว่าสิ่งที่ทำลงไปจะส่งกลับมาให้เราอย่างไรในวันข้างหน้า   (ในทางปฏิบัติการกดไลค์หรือถูกใจ ไม่ได้หมายถึงชอบสิ่งนั้นทั้งหมด แต่หมายถึง     คุณกำลังใส่ใจ สนใจ ให้กำลังใจ และให้ความสำคัญกับบุคคลนั้นอยู่นะครับ)

.


         การพูดเล่นพูดเพ้อเจ้อบ่อย จะทำให้ใบหน้าดูโง่ ดูไม่น่าเชื่อถือ   พูดเล่นผิดที่ตายฟรีได้อย่างข่าวล่าสุด สั่งต้มเลือดหมูแล้วเลือดหมด ดันบอกเดี๋ยวเอาเลือดจากโต๊ะข้าง ๆ   เลยโดนแทงตายแบบไม่มีใครสงสารเห็นใจ    คำหยาบเคยถูกสงวนไว้พูดที่ลับหรือเฉพาะบุคคลที่.. “ถ่อยจัด”เท่านั้น คนปกติหรือแม้แต่โสเภณีบางคนยังไม่กล้าพูดในที่สาธารณะ แต่ปัจจุบันกระแสดาราดังพูดคำหยาบในภาพยนตร์/ทอล์คโชว์  มีผลให้วัยรุ่นจำนวนมากพูดคำหยาบติดปากจนไม่คิดว่ามันผิดศีลและส่งให้ตัวเองดูต่ำแค่ไหน    ชื่อเล่นผู้หญิงสมัยใหม่ที่ได้ยินประจำคือ.. อีเหี้ย อีดอก อีสัตว์  สามคำยอดฮิตที่พูดกันติดปากโดยหารู้ไม่ว่า ผู้ชายมีศีล มีชาติตระกูลดี เขามองคนพูดแบบนี้เป็นสถุลหรือเป็นขนมยอดฮิตของสระบุรีเท่านั้น.... (กะหรี่ปั๊บ !!)  ไม่มีทางอยากได้เป็นแม่ของลูก ยกเว้นคนชั่วที่เอาไม่เลือก หาคนดีทำแฟนไม่ได้  ลองคิดดูว่าคนดีมีศีลหรือคนชั่วปากหมา        จะทำให้ชีวิตครอบครัวมีความสุขกว่ากันถ้าอยากได้แฟนดีมีศีลต้องเริ่มที่ตัวเองต้องมีศีลก่อนเท่านั้น

.

 

“กู-มึง” แม้ไม่หยาบมาก แต่สำหรับคู่รักก็ควรเลี่ยง  เปลี่ยนมาใช้..   “ฉัน เรา แก เธอ” ลดระดับความสถุลลงนิดชีวิตรักจะมีความสุขเป็นมงคลทันที ( อาจมียกเว้นคนที่มีวิบากพูดคำหยาบติดมาจนชิน เวลาโกรธจัดอาจค่อนข้างทำได้ยาก ที่จะประคองสติไม่ให้ใช้คำหยาบได้  บางครั้งพูดติดปากแต่ใจไม่ได้คิดบางคนแอ๊บผู้ดีไม่ด่าออกมา แต่กลับคิดด่าอัดแน่นอยู่ในใจ   คนพวกนี้บางทีจิตใจอาจเลวกว่าคนที่เราเห็นด่าแว๊ด ๆ ซะอีก ) 

.


         จากหลักการทดลองเรื่องอารมณ์เป็นคลื่นพลังงานมีผลต่อเซลล์ และการหลั่งฮอร์โมนในร่างกาย  เด็กช่วงร่างกายเปลี่ยนโครงสร้าง ถ้าหมั่นพูดจาเพราะสร้างกระแสจิตดี ร่างกายจะถูกพัฒนาไปทางที่ดี ผิวละเอียดสวย  แต่ถ้าพูดคำหยาบหรือมีความเครียดสูง จะส่งให้เตี้ยแคระอ้วนดำผิวทราม (ได้ง่ายกว่า ) ยกเว้นคนบุญเก่าเยอะมากแม้ปากเสียก็มีโอกาสโตมาหน้าตาดี แต่จะขาดเสน่ห์ สวยหล่อแบบไม่น่าคบหาเท่าไหร่     (เตี้ยอ้วนดำ จากกรรมพันธุ์เป็นอีกเรื่องนะ)    ครูอาจารย์ต่างยืนยันว่าแค่รักษาศีลบริสุทธิ์ให้ได้สักปีผิวพรรณหน้าตาก็เปลี่ยนดูดีขึ้นได้แล้ว คนปากเหม็นหรือมีปัญหาในช่องปาก ( แล้วหาสาเหตุไม่ได้หรือรักษาหายยาก ) อาจเกิดจากกรรมเรื่องวาจา ด่าพระด่าเจ้านี่เห็นชาตินี้เลย อย่าลืมว่าการไม่รักษาความสะอาด การใช้เสียงมาก และมีปัจจัยอื่นอีกมากที่ทำให้มีปัญหาในช่องปากได้เช่นกัน

.

 

          เรื่องคำหยาบต้องพูดด้วยจิตที่หยาบด้วยถึงผิดศีล ในพระไตรปิฎก      มีพระอรหันต์พูดคำหยาบบางคำจนติดปากมาแต่ชาติก่อน พระพุทธองค์ทรงชี้ว่าไม่อาบัติหรือผิดศีล   แต่สำหรับปุถุชนพูดคำหยาบมักมาจากจิตหยาบเสมอ    จะมากหรือน้อยเท่านั้นเอง แม้พูดด้วยใจไม่คิด แต่อาจทำร้ายจิตใจผู้ฟังหรือส่งให้เด็กรุ่นหลังทำตาม  ถ้าเป็นสิ่งดีจริง ลองพูดคำหยาบเวลาไปจีบหญิง ไปสมัครงานหรือขายของ จะรู้ว่าส่งผลเสียหรือผลดีมากกว่ากัน   ตัวอย่างทดลองได้นะครับ   “เฮ้ย..มึงซื้อไรว่ะ ไอ้หน้าเหี้ย ของกูโคตรแจ่มเลยนะมึง ”  คิดว่าจะขายของได้หรือเปล่า ??   หรือ ..  “อีห่า สวยฉิบหาย มาเป็นแฟนกูมั๊ย อีสัด !!” คิดว่าจะมีโอกาสได้แฟนหรือได้ส้นทีนมากินแก้เหงา?? ( ผู้หญิงแปลกชอบของแปลกแบบนี้มีนะ กรรมชั่วพาให้ชอบของต่ำเป็นธรรมดา)

.

         ความเจริญในหลายอาชีพต้องใช้น้ำเสียงที่น่าฟัง เสียงจึงจำเป็นมาก หมั่นสวดมนต์เป็นประจำ ทำบุญด้วยเสียงเช่นอัดเสียงหนังสือธรรม พูดแต่เรื่องดีเรื่องจริงเป็นมงคล จะทำให้ปากศักดิ์สิทธิ์มีพลัง เสียงจะน่าฟังน่าเชื่อถือดึงดูดใจ แถมอ้างสัจจะเพื่ออธิษฐานจิตแก้ปัญหาให้ตนเองได้ง่ายขึ้น    ทิ้งท้ายด้วย  .. “คาถามหามงคล”  เมื่อทำผิดให้สวดทันทีว่า “ขอโทษ”  เมื่อมีคนทำอะไรให้แม้เล็กน้อยให้สวดทันทีว่า “ขอบคุณ”  เห็นคนทำอะไรอยู่ให้ท่องให้เคยชินว่า “มีอะไรให้ช่วยไหม”  เจอใครหรือแม้แต่เขียนเมล์ (ครั้งแรก)   ควรเริ่มต้นด้วย “สวัสดี” ครับ/ค่ะ    แถมด้วย “คาถาเมตตามหานิยม” ที่ใช้ท่องให้คนสองคนเท่านั้นคือ..พ่อ-แม่ครับ เหนื่อยไหม??  มีอะไรเรียกใช้ได้นะครับ อยากกินอะไรหรือเปล่า ผม(หนู)จะทำแต่ความดี  รักพ่อแม่ที่สุดในโลก (จุ๊บๆ)  หัวใจของคาถาทั้งสองคือ คำอะไรก็ได้ที่พูดแล้วคนฟัง (โดยเฉพาะพ่อแม่และผู้มีพระคุณ)     ฟังแล้วจิตเป็นกุศล ชื่นใจ สบายใจ ปลื้มปีติ สองคาถานี้ยืนยันความเจริญในทุกด้านได้จริงกว่าสวดท่องบาลีแล้วคิดว่าขลังแต่ดันแปลไม่ออกสักคำ !!

.


         

ทิ้งท้ายอยากรณรงค์ให้เลิกใช้คำว่า “ขอบใจ”  ให้ใช้คำว่า “ขอบคุณ” ให้เคยชิน มันคือการปลูกฝังความอ่อนน้อมในใจเราเอง และเป็นตัวอย่างให้ลูกหลาน หรือลูกศิษย์  หากเราพูดขอบคุณกับทุกคนแม้แต่เด็กห้าขวบได้ จิตเราจะอ่อนโยนลง ไม่แบ่งแยกถือตัว ส่งผลให้คนใกล้ชิดซึมซับสิ่งเหล่านี้ไปด้วย    แม้เขาจนกว่า เป็นแม่บ้าน เป็นคนขับแท็กซี่ เป็นคนใช้เราก็ตาม  การพูดขอบคุณจะทำให้ผู้ฟังรู้สึกดีกว่าคำว่าขอบใจ    สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน.  ซึ่งคนที่จิตละเอียดจะเห็นตามได้ง่าย แต่ในทีวีเอง เรามักเห็นบทที่แม้เป็นเด็กวัยรุ่น  แต่กลับใช้คำว่า.. ขอบใจ กับแม่ค้า กับคนใช้ กับหลายคนที่ทำอะไรให้    หากอยากให้คนรอบข้างซึมซึมความอ่อนน้อม   ซึ่งส่งผลให้นำมาซึ่งความสุขดังคำพระอวยพร ควรเปลี่ยนมาใช้คำว่าขอบคุณให้ติดปาก  เป็นการสลายอัตตาของตัวเองด้วย ตราบใดที่เรายังรู้สึกว่าต้องใช้คำว่า.."ขอบใจ"  ซึ่งมีผลลึก ๆ เป็นคำที่แบ่งแยกชนชั้น ลดระดับคำว่าขอบคุณลงมา ย่อมไม่ใช่สิ่งดีของคนอยากฝึกตน และอยากกล่อมเกลาคนรอบข้างไปพร้อมกัน

 

“ขอบคุณ” คำสั้น ๆ ที่มีแต่ได้กับได้ ยิ่งพูดจิตใจยิ่งสูงขึ้น  แม้สัตว์มันจะพูดไม่ได้ แต่ยังทำท่าทางให้รู้ว่า มันขอบคุณเราได้เหมือนกัน สำหรับพระ     เชื้อพระวงศ์ บุคคลระดับสูง ฯ  อาจจำเป็นต้องใช้คำว่า “ขอบใจ” เพื่อให้เหมาะสมกับพระเกียรติ เหมาะสมกับสถานะอันสูงส่งของท่าน ไม่ใช่ว่าท่านมีอัตตา มันเหมือนกับที่เราไม่ควรยืนสูงกว่าพวกท่านนั่นแหละครับ      การวางตัวให้เหมาะสมจำเป็นสำหรับการอยู่ร่วมในสังคม เพราะคนบางจำพวกพอลดตัวลงไป พอไม่ถือตัว ก็ลามปามได้อย่างไม่น่าเชื่อเหมือนกัน !!จากประสบการณ์ตรง  ถ้ายิ่งอ่อนน้อมกับพวกระดับล่าง (บางคน) มากเท่าไหร่ เขายิ่งมองเราเป็นระดับเดียวกับเขา และอาจให้บริการต่ำกว่าปกติ ด้วยมองเราเสมอเขา ในกรณีกลับกันเราวางตัวว่าสูงกว่า มีกิริยาคำพูดที่รู้สึกว่าเราเหนือกว่า เขากลับตอบรับและต้อนรับเราดีขึ้นกว่า มันก็น่าแปลก บางทีแม้ไม่อยากถือตัว กลับกลายว่าเราจะถูกเขาข่มซะเอง เป็นกันซะแบบนี้

 

 

คนในปัจจุบัน น่าสงสารมาก                               

มีช่องทางทำบาปที่สะดวก   กระจายในวงกว้างได้รวดเร็ว                       

คือ..อินเตอร์เน็ต ที่ส่งผลเผ็ดร้อนรุนแรงมากเกินจะคาดถึง

Tags :

 
 หน้าแรก  รวมเสียงโจโฉ  สมุดเยี่ยม  บทความ  ภาพกิจกรรม  สนับสนุนโจโฉ  ติดต่อ
By โจโฉ เสียงธรรม.  
Copyright 2005-2017 All rights reserved.
view