http://www.jozho.net
   
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 19/11/2007
ปรับปรุง 10/11/2017
สถิติผู้เข้าชม11,089,134
Page Views18,303,281
Menu
หน้าแรก
งานบรรยายโดยโจโฉ
เกี่ยวกับ&ที่มา..โจโฉ
ตัวอย่างภาพกิจกรรม
รวมเสียงโจโฉ
เว็บบอร์ด
สมุดเยี่ยม
สนับสนุนโจโฉ
บทความโดยโจโฉ
ติดต่อโจโฉ
เลือกดาวน์โหลด
แนะนำ
มาใหม่ล่าสุด
บอกเล่าเก้าสิบ
สวดมนต์ สมาธิ
Video ธรรม
ข่าวร้อน
.
 

เสียงอ่าน กรณีหลวงพ่อปราโมทย์ โดนกล่าวหา

กรณีหลวงพ่อปราโมทย์ โดนกล่าวหา
บทความโดย คุณ ดังตฤณ
เสียงอ่านโดย  โจโฉ


 

 

อัพเดทใหม่เรื่อยๆ แต่อาจมีไฟล์ไม่ครบเท่าในเวปไซต์นี้นะครับ

อย่าลืมกดตรงปุ่ม "โหลดเพิ่มเติม" ด้านล่างเพื่อแสดงชื่อเรื่องอื่นด้วยนะครับ





 2 ไฟล์แรก เป็นเกริ่นนำซีดี และ ความคิดเห็นของโจโฉ 
บทความจากพระอาจารย์ไพศาล วิศาโล ด้านล่างครับ


 

 

หมายเหตุ :  ต้องการดาวน์โหลด ให้คลิ๊กขวาที่เลขขนาดไฟล์ เลือกบันทึก หรือ Save  หากโหลดไม่ได้ กรุณามาโหลดใหม่วันหลัง อาจเกิดจากอินเตอร์เน็ตติดขัด หรือมีผู้ใช้เยอะ  โหลดไปแล้วใช้ไม่ได้ อาจเกิดจากการโหลดไปไม่สมบูรณ์ ต้องโหลดใหม่ ในเวลาที่อินเตอร์เน็ตคล่องตัว  การโหลดไฟล์รวมมักมีปัญหา หากมีการสะดุด ทั้งจากการใช้แบบไร้สาย หรือไฟกระชาก สัญญาณกระตุก หรือขาดหายแม้เพียงเสี้ยววินาที ปกติจะขึ้นว่าโหลดเสร็จแต่มักจะแตกไฟล์ไม่ได้ครับ  
.
ไฟล์ทั้งเวปนำไปเผยแพร่ ไรท์แจกจ่ายต่อได้ โดยไม่ต้องขออนุญาต แต่ต้องเพื่อธรรมทานแจกฟรีเท่านั้น สำหรับ CD ที่แจกฟรีในเวปไซด์นี้คือเสียงโจโฉ หรือที่ประกาศทำเพื่อแจกฟรีเท่านั้น นอกนั้นจัดทำให้โหลดฟรีเท่านั้นครับ สนใจเรื่องอื่นๆ กรุณาติดต่อแต่ละสำนักนั้นได้โดยตรง ผมทำงานคนเดียวไม่ได้เกี่ยวกับใคร เจออะไรน่าสนใจผมก็มาอัดเสียงแจกครับ ไม่เกี่ยวกับเจ้าของหนังสือหรือสำนักนั้นเลย และไม่ได้รอบรู้ทุกสรรพสิ่งสิ่ง แค่คนตัวเล็กๆ ตัวคนเดียว ไม่ได้รู้อะไรไปทุกเรื่อง และแทบไม่รู้จักกับใครเลยครับ มีอะไรสงสัยแนะนำให้ใช้ google ค้นหาได้สะดวกกว่า   แนะนำโปรแกรมช่วยดาวน์โหลด โปรแกรม DAP (คลิ๊ก)

.

กลับหน้าแรก

 

 


 

 

 ดาวน์โหลดที่นี่

 

ZIP ไฟล์รวมทั้งหมด  Pramote_Jozho.net.zip 

56.6 MB

 

 

 

 *ไฟล์แยกดาวน์โหลด*

 

96Kbps MP3

01.กรณีหลวงพ่อปราโมทย์-โจโฉ

6.2 MB

02.กรณีพระปราโมทย์ โดยพระอ.ไพศาล วิสาโล

10.9 MB

03.กรณีหลวงพ่อปราโมทย์ฉบับ1.1- ดังตฤณ

8.1 MB

04.กรณีหลวงพ่อฯ - ข้อความจากลานธรรม

4.5 MB

05.กรณีหลวงพ่อปราโมทย์ฉบับ1.2- ดังตฤณ

13.2 MB

06.กรณีหลวงพ่อปราโมทย์ฉบับ2.1- ดังตฤณ

7.8 MB

07.กรณีหลวงพ่อปราโมทย์ฉบับ2.2- ดังตฤณ

6.5 MB

 

 

ฟังสดแบบต่อเนื่องผ่านเน็ต Stream

(คลิ๊กที่นี่) หรือ ที่นี่(คลิ๊ก)

 

 

 

ด้านล่างนี้.. ขาดไฟล์หลวงพ่อไพศาล วิสาโลนะครับ แต่มีขนาดเล็กสำหรับเน็ตธรรมดา เลยไม่เอาออก
 

 

 

ดาวน์โหลดแยกไฟล์ ตามคุณภาพ

MP3

MP3

MP3

สูง > ต่ำ

ไฟล์เหมือนกันต่างที่ความคมชัด

128Kbps

64Kbps

32Kbps

00.intro CD หลวงพ่อปราโมทย์

1.32 MB

687 KB

355 KB

01.กรณี หลวงพ่อปราโมทย์-โจโฉ

8.23 MB

4.12 MB

2.07 MB

02.กรณี หลวงพ่อปราโมทย์ฉบับ1.1- ดังตฤณ

11 MB

5.41 MB

2.72 MB

03.ข้อ ความจากลานธรรม

7.12 MB

3.57 MB

1.80 MB

04.กรณี หลวงพ่อปราโมทย์ฉบับ1.2- ดังตฤณ

18 MB

8.81 MB

4.42 MB

05.กรณีหลวงพ่อ ปราโมทย์ฉบับ2.1- ดังตฤณ

10 MB

5.23 MB

2.62 MB

06.กรณี หลวงพ่อปราโมทย์ฉบับ2.2- ดังตฤณ

8.65 MB

4.34 MB

2.18 MB

 

 

 

 

*****************************************************************

ขออาราธนาบทความดีๆ จากพระผู้ปฏิบัติดีปฎิบัติชอบมาให้อ่านกันนะครับ

ขอขอบพระ คุณคุณ Tanni ที่นำมาโพสต์ในเวปบอร์ดให้ได้ทราบกัน  อนุโมทนาครับ
พระ อาจารย์ไพศาล เขียนถึง ลพ.ปราโมทย์ ในมติชน
เรื่อง เหตุเกิดในวงการกรรมฐาน
   

มติชน ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓
เหตุเกิดใน วงการกรรมฐาน


พระไพศาล วิสาโล

ในอดีตนั้นถือกันว่าสมาธิภาวนาหรือการทำกรรมฐาน
เป็นเรื่องของสงฆ์  ส่วนฆราวาสนั้นปฏิบัติธรรมด้วยการให้ทาน
และรักษาศีลก็พอแล้ว   แม้จนทุกวันนี้เราก็ยังเห็นฆราวาสเข้า
วัดเพื่อ “ทำบุญ” เป็นส่วนใหญ่  แต่แบบแผนดังกล่าวดูเหมือน
จะจำกัดเฉพาะชาวพุทธไทย  เอกลักษณ์ดังกล่าวจะเห็นได้ชัด
เมื่อไปเยือนวัดในยุโรปหรืออเมริกาที่มี ชาวพุทธหลายเชื้อชาติ
ให้ความศรัทธานับถือ   ในขณะที่ชาวพุทธไทยนิยมมาถวาย
อาหารแก่พระสงฆ์(แล้วก็ลากลับ)  ชาวพุทธชาติอื่นโดยเฉพาะ
ชาติตะวันตกกลับสนใจฟังธรรมะและทำสมาธิกัน อย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตามในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ฆราวาสที่สนใจทำ
กรรมฐาน มีจำนวนมากขึ้นและขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็น
ปรากฏการณ์ที่โดดเด่น ในแวดวงชาวพุทธไทย  ตามสำนักต่าง ๆ
มีฆราวาสมาทำสมาธิภาวนาอย่างต่อเนื่อง  รวมทั้งจัดอบรม
กรรมฐานกันเอง  บ่อยครั้งก็มีฆราวาสเป็นอาจารย์กรรมฐาน  
ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ควบคู่กับความสนใจใฝ่ศึกษาธรรม
ทั้งจากการอ่านและการฟังอย่างแพร่หลาย จนหนังสือธรรมะกลาย
เป็นหนังสือขายดี  ขณะที่หน่วยงานหลายแห่งทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ
ก็มีการบรรยายธรรมอย่าง สม่ำเสมอ  

ความเครียด ความรุ่มร้อนในจิตใจและความรู้สึกว่างเปล่า
ใน ชีวิตทั้ง ๆ ที่เต็มไปด้วยวัตถุสิ่งเสพและความสะดวกสบาย
เป็นสาเหตุสำคัญที่ผลักดันให้ผู้คนหันมาหาความสงบจากพุทธศาสนา
แต่ผู้คนยากจะค้นพบคำตอบจากพุทธศาสนาได้หากไม่มีผู้บอกทาง
ที่สามารถสื่อ สารกับฆราวาสได้อย่างถึงแก่น  ครั้นค้นพบแล้วจะลงมือ
ปฏิบัติหรือไม่ ก็ยังขึ้นอยู่กับผู้บอกทางว่าได้นำเสนอการปฏิบัติที่สมเหตุ
สมผล น่าเชื่อถือ  ทำได้จริงหรือไม่  แต่เท่านั้นยังไม่พอ ที่ขาดไม่ได้
สำหรับ คนสมัยใหม่ก็คือ จักต้องเป็นการปฏิบัติที่ทำได้ง่ายในชีวิตประจำวัน
ยิ่ง เป็นวิธีการที่ลัดสั้น ตรงถึงเป้าหมาย ก็ยิ่งได้รับความนิยม
ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชโช
เป็นผู้ที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุดในการชักนำให้ฆราวาสโดยเฉพาะคนชั้นกลาง
หัน มาทำกรรมฐานกันอย่างจริงจังและอย่างแพร่หลายชนิดที่ไม่เคยปรากฏ
มาก่อน  ที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือคนเหล่านี้มีเป็นจำนวนมากที่ไม่เคยเห็นตัวท่าน
หรือได้รับการชี้แนะจากท่านโดยตรง หรือแม้แต่ฟังคำบรรยายจากปาก
ของท่าน หลายคนอยู่ไกลถึงต่างประเทศด้วยซ้ำ  แต่ได้ปฏิบัติตามคำ
ชี้แนะของ ท่านอย่างต่อเนื่อง   เท่าที่ทราบมีเป็นจำนวนมากที่ได้รับ
ผลดีจากการ ปฏิบัติ

ความสำเร็จดังกล่าว (หากจะใช้คำนี้) ส่วนหนึ่งเป็นผลจาก
การ ใช้สื่ออย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะซีดี ซึ่งสะดวกแก่การเผย
แพร่ในหลาย ช่องทางรวมทั้งทางอินเทอร์เน็ต  ทำให้เข้าถึง
คนชั้นกลางจำนวนมาก   แม้หนังสือของท่านจะพิมพ์เผยแพร่มิใช่น้อย
แต่เชื่อว่าผู้คนรู้จักพระอาจารย์ปราโมทย์ผ่านซีดีมากกว่าหนังสือ
 และที่ศรัทธาปฏิบัติตามแนวทางของท่านก็เพราะซีดีมากกว่า
หนังสือเช่นกัน

อย่างไรก็ตามเหตุผลที่สำคัญกว่านั้นน่าจะได้แก่  
แนวทางการปฏิบัติของ ท่าน ที่เน้นการดูจิต หรือตามรู้สภาวะ
และอาการต่าง ๆ ของจิต ด้วยใจที่เป็นกลาง  ไม่กดข่มอารมณ์ที่
ไม่พึงปรารถนา และไม่แทรกแซง หรือควบคุมบังคับจิตเพื่อให้เกิด
ความสงบ   ซึ่งรวมถึงการไม่ “กำหนด” หรือ เพ่งที่รูปหรือนามใดๆ
 กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ “รู้” โดยไม่ต้อง “ทำ”อะไรทั้งสิ้น

วิธีการดังกล่าว (ซึ่งเรียกอีกอย่างว่าจิตตานุปัสสนาตาม
หลักสติปัฏฐานสี่)  เหมาะกับคนชั้นกลางซึ่งมีนิสัยคิดฟุ้งปรุงแต่ง
มากจนยากที่จะทำใจให้สงบ ดิ่งลึก   อีกทั้งยังสามารถปฏิบัติได้ใน
ชีวิตประจำวันโดยไม่เลือกสถาน ที่และบรรยากาศ   ทำให้กรรมฐาน
กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตได้โดยไม่ต้อง หลีกเร้นไปอยู่ป่าหรือเข้า
คอร์สปฏิบัติธรรม   ด้วยเหตุนี้หลายคนที่นำวิธีการดังกล่าวไปปฏิบัติ
จึงเห็นผลได้เร็ว คือมีสติรู้ตัวมากขึ้น   จิตใจปลอดโปร่งกว่าเดิม  
เห็นกายและใจชัดขึ้น การบอกกล่าวจากปากต่อปาก โดยมีซีดีคำ
บรรยายของท่านเป็นสื่อการสอน ทำให้ผู้คนหันมาปฏิบัติตามแนว
ทางของท่านมากขึ้น ไม่เว้นแม้กระทั่งผู้ที่เคยปฏิบัติแนวอื่นแต่ไม่
ก้าวหน้าเพราะใช้วิธี เพ่งหรือบังคับจิตจนเครียด  

จุดเด่นอีกประการหนึ่ง ก็คือ การสอนของท่าน ซึ่งนำเสนอ
แนวทางดังกล่าวในฐานะที่เป็นวิถีสู่ความพ้น ทุกข์   จากการดูจิต
 สู่การเห็นรูปและนามด้วยสติ  ตามมาด้วยการเห็นรูปและ
นามด้วยปัญญา  คือเห็นไตรลักษณ์จนละวางความยึดติดถือมั่น
ว่ารูปและนามเป็นตัวตน  คำสอนของท่านพูดถึงการบรรลุธรรม
การหลุดพ้น และมรรคผลนิพพานบ่อยครั้ง  มิใช่ในฐานที่เป็นสิ่ง
เหลือวิสัยของมนุษย์  หากเป็นอุดมคติที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้
และควรทำให้ได้ในชีวิตนี้  คำสอนดังกล่าวได้ทำให้ผู้คนจำนวน
มากซึ่งเคยไกลวัดหันมาสนใจพระนิพพาน   กล่าวได้ว่าไม่มีใคร
ที่สามารถจุดประกายให้ฆราวาสยุคนี้ปรารถนาและ บำเพ็ญเพียร
เพื่อพระนิพพานได้มากเท่ากับพระอาจารย์ปราโมทย์

ทั้งแนวทางปฏิบัติและเนื้อหาคำสอนของท่านตามที่กล่าว
มาข้างต้น  สามารถหาอ่านได้ไม่ยากจากหนังสือของท่าน
แต่สิ่งที่ไม่ปรากฏในหนังสือ ก็คือวิธีการสอนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ
ตัว ซึ่งจะประจักษ์ได้ก็จากการไปฟังการบรรยายของท่านตาม
สถานที่ต่าง ๆ เท่านั้น  นั่นก็คือ การบรรยายด้วยถ้อยคำที่เข้าใจ
ง่าย เป็นกันเอง และที่ขาดไม่ได้ก็คือ การ “ทักจิต”ผู้ที่มา
“ส่งการบ้าน”  ว่า หลงไปแล้ว หรือกำลังเพ่ง หรือ “ตื่น”แล้ว  
เชื่อว่าวิธีนี้เป็นเหตุผล หนึ่งที่ทำให้ผู้คนมาฟังคำบรรยายของท่าน
อย่างเนืองแน่นทุกครั้ง เพราะต้องการสอบถามให้แน่ใจว่าตน
ปฏิบัติถูกต้องตามคำสอนของท่านหรือไม่  สำหรับผู้ฟังคนอื่น ๆ  
การทักจิตของท่านยังช่วยให้เข้าใจการปฏิบัติ ตาม คำสอน
ของท่านดีขึ้น   เนื้อหาและบรรยากาศส่วนนี้ถูกถ่ายทอดลงซีดี
ซึ่งทำให้เป็นที่นิยมในวงกว้างกว่าหนังสือ  

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการทักจิตของท่านย่อมทำให้
ศิษยานุศิษย์ (รวมทั้งลูกศิษย์ทางซีดี)เห็นท่านอยู่ในสถานะ
พิเศษเหนือคนธรรมดา ดังนั้นจึงเกิดศรัทธาปสาทะในตัวท่านมากขึ้น
  หากนี้เป็นจุดแข็ง มันก็เป็นจุดอ่อนในเวลาเดียวกัน  เพราะเป็นเหตุให้
ท่านถูกวิพากษ์ วิจารณ์เรื่อยมาโดยเฉพาะจากผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับ
แนวทางปฏิบัติของท่าน  จนถึงจุดหนึ่งก็ขยายตัวเป็นการต่อต้านท่าน
อย่างชัดเจน ที่น่าประหลาดใจคือแกนนำหลายคนเคยเป็นลูกศิษย์หรือ
ผู้สนับสนุนคำสอนของ ท่านอย่างแข็งขันมาก่อน

เหตุผลข้อหนึ่งที่ผู้ต่อต้านใช้ในการโจมตีท่านก็คือ การอวดอุตริ
มนุ สสธรรม คือธรรมล้ำมนุษย์หรือคุณวิเศษที่เหนือปุถุชน ซึ่งโดยทั่วไป
หมาย ถึงการอวดอ้างว่าเป็นอริยบุคคล  การกระทำดังกล่าวถือว่า
เป็นความผิด ตามพระวินัย หากอวดคุณวิเศษดังกล่าวทั้ง ๆ ที่ตนเอง
ไม่มี ผู้อวดนั้นย่อมขาดจากความเป็นพระ   กรณีพระอาจารย์
ปราโมทย์นั้น แม้ท่านจะแสดงให้เห็นว่ามีการทักจิตอยู่บ่อยครั้ง
 แต่ก็ยากที่จะชี้ชัดว่าเป็นการอวดอุตริมนุสสธรรมตามที่ระบุใน
พระวินัย  (แม้จะตีความเช่นนั้นแต่ถ้าท่านมีคุณสมบัติดังกล่าวจริง
ก็เป็นอาบัติเล็กน้อย) จะว่าไปแล้ววิธีการดังกล่าว ครูบาอาจารย์
หลาย ท่านทั้งอดีตและปัจจุบันก็ทำเป็นอาจิณ   ส่วนที่กล่าวว่าท่าน
อวดอ้าง เป็นอริยบุคคลนั้น   ก็เป็นเรื่องของการตีความจากคำบรรยาย
เมื่อท่านพูด ถึงสภาวะหรือสิ่งที่พบเห็นจากการปฏิบัติ  ที่ผ่านมายัง
ไม่มีการอ้างคำ พูดใด ๆ ของท่านที่เป็นหลักฐานสนับสนุนข้อ
กล่าวหาดังกล่าวอย่างชัดเจน

หากไม่นับสาเหตุส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับคนจำนวน
ไม่มากนักแล้ว  มูลเหตุที่แท้จริงของความขัดแย้งที่ขยายวงน่า
จะเป็นเพราะแนวทางการ ปฏิบัติและวิธีการสอนของท่านนั้นขัดกับ
แบบแผนที่ปฏิบัติกันมาแต่ดั้ง เดิม  อาทิ การดูจิตโดยไม่เน้น
ที่รูปแบบ   การทักจิตผู้ปฏิบัติในที่สาธารณะท่ามกลางผู้คนนับร้อย
(แทนที่จะทำในที่รโหฐาน)  การสอนกรรมฐานโดยไม่เน้นพิธีรีตอง
(ไม่มีพิธีขอกรรมฐาน  และใครจะแต่งตัวมาฟังธรรมที่สำนักของท่าน
อย่างไร ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องแต่งขาว และไม่มีการสวดมนต์รับศีล )
ซึ่งแม้ถูกจริต คนหนุ่มสาวแต่ไม่เป็นที่นิยมของคนแก่วัด    
ยิ่งกว่านั้นการที่ท่าน วิจารณ์การปฏิบัติที่เน้นการเพ่ง กำหนด
หรือควบคุมบังคับจิต อันเป็นที่นิยมในหลายสำนัก ย่อมทำให้เกิด
ปฏิกิริยาต่อต้านท่าน   แต่ปฏิกิริยาดังกล่าวจะไม่มากหาก
ลูกศิษย์ยังคงปฏิบัติในสำนักดังกล่าว แทนที่จะแห่กันไปปฏิบัติ
ตามแนวทางของท่าน หรือกลับมาตั้งคำถามกับการปฏิบัติของ
สำนักเดิม

แม้แกนนำในการต่อต้านจะเป็นฆราวาส  แต่เชื่อว่ามี
พระจำนวนไม่น้อยสนับ สนุนหรือขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลัง  เพื่อ
ความเป็นธรรม ควรกล่าวด้วยว่าหลายท่านทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ
บางท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ  แต่ส่วนใหญ่
รับไม่ได้ กับแนวทางการปฏิบัติและวิธีการสอนของพระอาจารย์
ปราโมทย์ ซึ่งหลายท่านมองว่าเป็นพระที่ยังมีพรรษาน้อย  
และปฏิบัติสวนทางกับ ธรรมเนียมหลายประการพระป่าโดยเฉพาะ
สายหลวงปู่มั่น   ข้อกล่าวหาอีกประการหนึ่งซึ่งร้ายแรงมาก
ในสายตาของพระป่าก็คือ การดัดแปลงคำสอนของครูบาอาจารย์
ซึ่งในที่นี้หมายถึงหลวงปู่ดูลย์ อตุโล

พระอาจารย์ปราโมทย์เป็นผู้ที่ได้รับอิทธิพลอย่างมากจาก
คำสอนของหลวงปู่ ดูลย์  และนำคำสอนของท่านมาเผยแพร่
โดยอธิบายให้เข้าใจได้อย่างเป็นระบบ ทำให้หลวงปู่ดูลย์เป็น
ที่รู้จัก อย่างแพร่หลายในหมู่คนรุ่นใหม่  อย่างไรก็ตาม
อรรถาธิบายของท่านนั้นไม่ ตรงกับที่ลูกศิษย์หลวงปู่ดูลย์ หลาย
ท่านเข้าใจ   หลายท่านเชื่อมั่นว่าท่านเข้าใจหลวงปู่ดูลย์ได้ถูก
ต้องกว่า  จึงไม่พอใจพระอาจารย์ปราโมทย์ที่ “สอนผิดครู”  
จนบางท่านถึงกับกล่าว หาพระอาจารย์ปราโมทย์ว่าเป็นศิษย์
คิดล้างครู  สำหรับท่านเหล่านี้คำสอนของหลวงปู่ดูลย์เป็นสิ่งที่
ต้องรักษาไว้ในรูป แบบเดิมหรือถ่ายทอดตามตัวอักษรอย่าง
เคร่งครัด

มองในแง่หนึ่ง ความขัดแย้งกรณีพระอาจารย์ปราโมทย์
เป็นความขัดแย้งระหว่างระหว่าง “ใหม่” กับ “เก่า” (ไม่ต่างจาก
ความขัดแย้งระหว่างพระอาจารย์พรหมวังโส กับสำนักหนอง
ป่าพงกรณีบวชภิกษุณี) จะพูดว่า โดยพื้นฐานแล้วนี้คือความขัด
แย้งระหว่างแนว “ปฏิรูป”กับ แนว “อนุรักษ์นิยม” ก็ย่อมได้
ซึ่งเป็นธรรมดาในทุกวงการและเกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัย  
เมื่อ ๖๐ ปีก่อนท่านอาจารย์พุทธทาสก็เคยถูกโจมตีว่าเป็น
คอมมิวนิสต์เพราะการสอน ที่แปลกใหม่ของท่าน ที่กระตุก
ความรู้สึกของผู้ฟัง (เช่น กล่าวว่าพระรัตนตรัยหากนับถือ
ไม่ถูกต้องก็เป็นภูเขาขวางกั้นทางสู่พระ นิพพาน)  แต่
ความขัดแย้งเป็นแค่ความแตกต่าง ที่ไม่ควรนำไปสู่
ความ แตกแยก หรือการเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน  ที่สำคัญก็
คือไม่ควรให้ความโกรธ เกลียดหรือกลัวเป็นตัวผลักดัน
การกระทำ

เมื่อมีความแตกต่างทางความคิดหรือการปฏิบัติ
ควรโต้กันด้วยเหตุผล แทนที่จะใช้วิธีโจมตี ใส่ร้าย หรือข่มขู่
คุกคาม  แม้จะทำด้วยความปรารถนาดีคือเพื่อปกป้องธรรมะ  
แต่หากใช้วิธีอธรรมแล้ว   ผลร้ายย่อมตกอยู่กับธรรมะ
อย่างไม่ต้องสงสัย

 

************  แถมอีกบทความครับ

 

"อย่าเพ่งโทษครูบาอาจารย์" โดย ภูเตศวร บทความเตือนใจนักภาวนา เพื่อความไม่ประมาท

บทความที่คุณสาวิกาโพสไว้ในลานธรรม  นำมาให้อ่านโดยคุณ Tanni
.......................


หลาย วันมานี้มีโทรศัพท์มามากมาย
ถามถึงเรื่องราวของครูบาอาจารย์รูปหนึ่ง ที่กำลังมีชื่อเสียงในแวดวงสอนพระกรรมฐาน
ผู้เขียนเองไม่เคยได้กราบท่าน หรือรู้จักท่านโดยส่วนตัวมาก่อน
หากเคยได้ฟังบรรยายธรรมจากสื่อซีดีมา บ้างเล็กน้อย
และเคยอ่านหนังสือ "ทางเอก" หนังสือที่ท่านเขียนนานมาแล้ว

คำ ถามส่วนใหญ่ที่ลูกศิษย์ลูกหาอยากรู้
คือความเห็นของผู้เขียนต่อแนวทาง การ สอนของท่าน ...
ก็ได้แต่ตอบสั้น ๆ "หลวงปู่พรมก็สอนอย่างนั้น"
หลวง ปู่พรม พรหมโชโต คือครูบาอาจารย์ที่ผู้เขียนเคารพนบนอบอย่างยิ่ง

ปัจจุบัน ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม
ที่คณะศรัทธาทมยันตี - ภูเตศวร ดำเนินการสร้างมาตั้งแต่ปี 2541
สมัยท่านเป็นฆราวาส เคยเป็นโยมอุปัฏฐากหลวงปู่บัว สิริปุณโณ มานานหลายปี

จำได้ว่าหลายปี ที่ผ่านมา หลวงปู่พรมได้ปรารภกับผู้เขียนในวันหนึ่ง

"คนทำงานอย่าง แม้ว มักหาโอกาสนั่งภาวนาได้ยาก
ปู่จะแนะวิธีปฏิบัติง่าย ๆ ให้นะ"

หลัง จากนั้นท่านก็สอนให้เจริญสติด้วยการสังเกตอาการของจิต
อะไรที่กระทบ และจิตรู้สึกอย่างไรให้ "รู้" ตามนั้น

เช่น โกรธ ก็ให้ตามรู้ว่า โกรธ รักให้รู้ว่ารัก เกลียดให้รู้ว่าเกลียด
เกิดราคาก็รู้ว่าเกิดราคะ ฯลฯ

ไม่เพียงหลวงปู่จะย้ำว่า ทำไปเรื่อยสติของเราจะกล้าขึ้นไปเรื่อย ๆ เท่านั้น
ท่านยังรับรองว่า ...
"เป็นการปฏิบัติที่ลัดเลาะตัดตรง ที่สุด"
เพราะตรงกับสิ่งที่ท่านเคยสอนมานาน

"ทุกอย่างอยู่ที่จิต ใจดวงนี้ จะนรกสวรรค์
หรือ พระนิพพานอยู่ที่ใจดวงนี้เท่านั้น"

เมื่อ เป็นเช่นนี้ ก็คือบทสรุปของคำตอบของผู้เขียนที่ชัดเจนว่า
แนวทางของครู บา อาจารย์รูปนั้นเป็นอย่างไร

เมื่อได้คำตอบเช่นนั้น หลายท่านก็เลยขยายความต่อถึงเรื่องราววุ่น ๆ ที่ว่า
เวลานี้มีกระแสโจมตี ออกมามากมายหลายประเด็น
และอยากให้ภูเตศวรแสดงความคิดเห็นบ้าง

"อย่า เพ่งโทษครูบาอาจารย์"
ผู้เขียนตอบสั้นตามที่เคยเรียนรู้มา
เพราะ ปฏิปทาข้อวัตร ข้อปฏิบัติของครูบาอาจารย์แต่ละรูป แต่ละองค์
ย่อมมีข้อ ผิดแผกแตกต่างกันไปตามวาสนาบารมี
เราไม่รู้ภูมิธรรมของท่านว่าท่านอยู่ ระดับไหน ...

"ไปเพ่งโทษท่านระวังจะลงนรก"

ถึงตรงนี้ก็เลยขอ ยกตัวอย่างบางเรื่องมาเป็นอุทาหรณ์สอนใจพวกเรากันบ้าง
เรื่องนี้มาจากปาก คำของคุณอนุชิต ปุรสาชิด
ลูกศิษย์ใกล้ชิดหลวงปู่บุญจันทร์ กมโล
วัด ป่าสันติกาวาส อ.ไชยวาน จ.อุดรธานี

วันหนึ่งหลวงปู่บุญจันทร์ พาพระลูกวัดเดินทางไปกราบครูบาอาจารย์
เพื่อเป็นมงคลแก่ชีวิต ก่อนออกเดินทางท่านก็คอยพร่ำบอกลูกศิษย์
กรณี "เพ่งโทษ" ครูบาอาจารย์ว่า "อย่าทำ อย่าทำ"

ครูบาอาจารย์องค์แรกที่หลวงปู่บุญจันทร์พาไปคารวะ คือ
หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล
จากนั้นมุ่งไปวัดนิโครธาราม จ.หนองบัวลำภู ที่ไม่ไกลจากวัดถ้ำกลองเพลนัก
เพื่อกราบนมัสการหลวงปู่ อ่อน ญาณสิริ
ว่ากันว่าวันที่ไปถึง หลวงปู่อ่อนท่านนุ่งผ้าสบง กับอังสะผืนเดียวนั่งเหลาไม้ทำกลดอยู่
เมื่อหลวงปู่บุญจันทร์มาถึง และกราบคารวะหลวงปู่อ่อน
ท่านก็เอาจีวรมาพาดบ่าแล้วรับไหว้

มีพระ ลูกศิษย์ที่ติดตามหลวงปู่บุญจันทร์ นั่งคิดสงสัย ...

"ก็ไหนใครต่อ ใครบอกว่าหลวงปู่อ่อนสำเร็จภูมิธรรมชั้นสูงแล้ว
แต่ทำไมไม่มีมารยาทเลย
หลวง ปู่เรานุ่งห่มเรียบร้อยมากราบ
แต่ท่านรับไหว้ไม่เรียบร้อยอย่างนั้นจะ ถูก หรือ?"

คิดเพ่งโทษปุ๊บ หลวงปู่อ่อนก็หันมาปั๊บ ท่านเอ่ยคำทันควัน

"ไอ้ พวกตาเนื้อ ตาเน่า จะไปรู้อะไร
ดีแต่มัว เพ่งโทษครูบาอาจารย์อยู่หรือไง หือ?"

กลับถึงวัด ว่ากันว่าหลวงปู่บุญจันทร์ เรียกพระรูปนั้นมาเทศน์อบรมกัณฑ์ใหญ่
ถึงบาป กรรมในการเพ่งโทษครูบา อาจารย์
โดยเฉพาะท่านเป็นถึงพระอริยเจ้าว่า ผลกรรมนั้นสาหัส สากรรจ์เพียงใด?

ถึงตรงนี้จึงอยากบอกท่านทั้งหลาย ว่า ...

"รู้ อะไรยังไม่แน่ชัด อย่าเพิ่งวิพากษ์วิจารณ์
อย่าตื่น ข่าวตามคำพูดใคร จะมีโทษมากกว่าคุณ"

ก็ต้องขอบอกตรง ๆ แหละครับ
วันนี้ มีญาติโยม ที่เป็นผู้รู้เยอะเหลือเกิน
โดยเฉพาะตามเว็ปไซด์ต่าง ๆ รู้มาก
จน ถึง ขนาดนั่งวิพากษ์ วิจารณ์ครูบาอาจารย์ที่ท่านมีศีลถึง 227 ข้อ
ขณะที่ ตัว เองศีล 5 ข้อ ยังกะพร่อง กะแพร่งเลยครับ
พวกตามแห่ก็เลยร่วมแจมกัน มันหยด ...
หารู้ไม่ไฟนรกลุกโชติอยู่บนหัวทุกวันโดยไม่รู้ตัว

เมื่อ มี ปุจฉามา ...
ก็ต้องวิสัชนาไปตามปัญญาขี้เท่อไปตามการณ์ละครับ
สำหรับ ความเห็นของภูเตศวร คือ ...


"ถ้ามีใครสักคนสอนให้คนถือศีล ... ฝึกสติ
นำพาผู้คนที่จมอยู่แต่กิเลส มาขัดเกลาให้ดีขึ้น ..
ผู้นั้นมี คุณประโยชน์กับชาติ และพระศาสนา
มีค่าควรกราบไหว้บูชา"

สำหรับ การ ดักจิต ดักใจ สอบอารมณ์ลูกศิษย์ลูกหานั้น
ใครคิดอย่างไรไม่รู้
แต่ เป็นสิบ ๆ ปีที่ผ่านมา ครูบาอาจารย์ของภูเตศวร
ใช้กระหนาบลูกศิษย์ดื้อ ๆ อย่างเรามานานแล้ว
และเราเชื่ออย่างสุดหัวใจ
ครูบาอาจารย์เก่ง ๆ อย่างนี้มีในเมืองไทยเยอะ

ขนาดท่านรู้ ท่านสอนอย่างนั้น
ทุก วันนี้กิเลสมันยังกดหัวเราซะจนโงไม่ขึ้นเลย

อยากเพิ่มเติมอีกนิดคือ เรื่องของการปฏิบัติเพื่อก้าวสู่ความพ้นทุกข์
อันนี้พระพุทธเจ้าท่านก็ ทรงตรัสไว้ชัดเจนว่า เป็นไปตามจริตนิสัยของแต่ละบุคคล
อันไหนทำแล้วก้าว หน้า ละวางกิเลส .. มีปัญญาได้เร็ว ก็ทำตามนั้น
ถ้าวิธีการของตนไม่ เหมือนของคนอื่น ก็มิได้หมายความว่าของคนอื่นไม่ดีจริงไหม

สำหรับ ภูเตศวร หลวงปู่เสน ปัญญาธโร ท่านย้ำอยู่เสมอ ...

"เอาแต่โลกธรรมแปด นี่แหละ เข้าใจมัน
อยู่เหนือมันให้ได้ ก็พอได้อาศัยแล้ว"

ทุก วันนี้ก็เลยนึกขึ้นได้ ...
แค่อนุโมทนากับความดีที่ผู้อื่นทำ
และไม่ ริษยาความดีมีชื่อเสียงของผู้อื่น
คนเรามันยังทำยากเลย

... เพราะเมตตาธรรมค้ำจุนโลกมันเหลือน้อย ...

จึงอยากฝากทุกคนว่า ควรหมั่นเจริญเมตตาให้มาก ๆ
โลกปัจจุบันจะได้เย็นขึ้นบ้าง
ถ้าไม่ เหลือบ่าฝ่าแรงละก็ ให้ละแล้วต่อกันเถิด
เพราะไฟพยาบาทที่ "เผาใจ"
มัน ร้อนกว่า "ไฟนรก" นะโยม

 

***********



* ข่าว "" ล่าสุด..หลังถูกร้องเรียนและตรวจสอบแล้ว *
.
ของจริง กับ ของปลอม ดูไม่ยาก
เรื่องของพระปราโมทย์ กับ ฐิตินาถ ณ พัทลุง  



กรณีพระปราโมทย์ ปราโมชโช เจ้าสำนักสวนสันติธรรม 

                       

       ถูกนางสาวฐิตินาถ ณ พัทลุง ผู้เขียนหนังสือเข็มทิศชีวิตเล่ม 1 และ เล่ม 2 อันโด่งดัง และคณะที่มีนายเทิดศักดิ์ เตชะกิจขจร อาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายวีรณัฐ โรจนประภา เจ้าของนิตยสารบางกอก และประธานมูลนิธิ บ้านอารีย์ กล่าวหาว่า มีพฤติกรรมยักยอกเงินบริจาค และที่ดิน อวดอุตริมนุสธรรม และความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับแม่ชีอรนุช อดีตภรรยา เป็นข่าวต่อเนื่องมานานสามสัปดาห์แล้ว
       
       ฝ่ายผู้กล่าวหา คงจะชำนาญเรื่องการประชาสัมพันธ์สร้างข่าวไม่น้อย จึงเลือกใช้วิธี อ่อยเหยื่อ ค่อยๆ เปิดประเด็นข้อกล่าวหาทีละประเด็น เพื่อหลอกล่อให้ติดตาม โดยมีเครื่องเคียงเรียกร้องความสนใจประเภท "ทีเด็ด" เทปลับ "คลิบเสียง" และ จดหมายน้อยถึงลูกรัก 2 ฉบับ
       
       ดูๆไปก็คล้ายกับวิธีการของแกนนำเสื้อแดงคนหนึ่ง ที่ชอบใช้วิธีตีปี๊บ สร้างกระแส ด้วยการอ้างเทปลับ คลิบวิดิโอ ที่เหมือนกันอย่างกับแกะก็คือ เมื่อเปิดหลักฐานที่อ้างว่าเป็นข้อมูลเด็ดเหล่านี้แล้ว กลับปรากฏว่า ไม่ได้มีสาระ หรือนัยสำคัญที่จะสร้างน้ำหนักให้ข้อกล่าวหาเหล่านั้นได้
       
       ตลอดระยะเวลาเกือบเดือน ที่ฝ่ายนางสาวฐิตินาถ กับพวก เป็นฝ่ายเปิดเกมรุกอยู่ข้างเดียว โดยพระปราโมทย์ ถือคติ "พระไม่ตีกับโยม" ไม่ตอบโต้ แต่ชี้แจงเท่าที่จำเป็น ปรากฏว่า ฝ่ายพระปราโมทย์ ชี้แจงได้ทุกข้อกล่าวหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง เงินบริจาค ที่ทำไมต้องโอนให้นางอรนุช อดีตภรรยา ซึ่งมาบวชชีอยู่ในสำนักสวนสันติธรรม เป็นผู้ดูแล ทำไมต้องโอนที่ดินให้ภรรยา รายละเอียดเกี่ยวกับ บัญชีรายรับรายจ่าย สถานะของสวนสันติธรรม ฯลฯ
       
       รวมทั้ง ความสัมพันธ์กับอดีตภรรยา ที่ฝ่ายที่กล่าวหาให้ข้อมูลว่า มีกุฎิอยู่ใกล้กัน หน้าต่างตรงกัน มองเห็นกันได้โดยไม่มีสิ่งใดๆขวางกั้น ซึ่งจากการเข้าไปตรวจสอบของสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา ชี้ชัดว่าข้อกล่าวหาเรื่องนี้เป็นเท็จ เพราะกุฎิของพระปราโมทย์กับอุบาสิกาอรนุช อยู่ห่างกันประมาณ 120 เมตร มีถนนคอนกรีต มีต้นไม้กั้น ไม่สามารถมองเห็นกันได้ ทั้งยังมีกุฎิของพระอุปัฏฐาก อยู่ใกล้กุฎิพระปราโมทย์ เพื่อคอยดูแล ซึ่งการวางผังที่ตั้งกุฏินี้ น.ส.ฐิตินาถ เป็นผู้กำหนดแบบไว้ตั้งแต่ก่อสร้าง และยังขอให้มีการสลับกุฏิกับพระอุปัฏฐาก เพื่อความปลอดภัยของพระปราโมทย์ นอกจากนี้กุฏิของพระปราโมทย์ และอุบาสิกาอรนุช ยังอยู่ในระยะไม่ไกลจากบ้าน อนาลโย ของ น.ส.ฐิตินาถ ก่อนที่จะมีการสร้างรั้วคอนกรีตกั้นในภายหลัง
       
       ไม่เพียงแต่คำชี้แจงของลูกศิษย์พระปราโมทย์เท่านั้น แต่บรรดาข้อกล่าวหาต่างๆของ น.ส. ฐิตินาถ และนายวีรณัฐ ที่ยื่นเป็นหนังสือให้ สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ทำการสอบสวน นั้น ล้วนได้รับการรับรองยืนยันจากสองหน่วยงานว่า ไม่พบความผิดปกติ โดยนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ รอง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า ได้รับรายงานจากสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด ชลบุรีว่าผลการตรวจสอบเรื่องของที่ดิน และเงินของสำนักสวนสันติธรรมไม่มีปัญหา เนื่องจากทางสำนักสวนสันติธรรม ได้มีการชี้แจงรายละเอียดอย่างชัดเจนว่านำเงินไปทำอะไรบ้าง ส่วนเรื่องของที่ดินที่ขอตั้งวัดก็ได้ดำเนินการอย่างถูกต้อง
       
       สอดคล้องกับการให้สัมภาษณ์ของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่บอกว่า การตรวจสอบข้อร้องเรียนทั้งกรณีเรื่องเงินบริจาคและที่ดิน ที่ผู้ร้องอ้างว่ามีการถ่ายโอนทรัพย์สินให้เป็นชื่อของอุบาสิกาอรนุช อดีตภรรยา นั้น ยังไม่พบว่าพระปราโมทย์กระทำความผิดจริง โดยพระปราโมทย์ดำเนินการอย่างถูกต้องทั้งเรื่องของเงินบริจาค เรื่องที่ดินที่ขอจัดตั้งเป็นวัด เรื่องความใกล้ชิดกับอุบาสิกาอรนุชที่ถูกร้องเรียนว่ากุฏิอยู่ใกล้กัน รวมไปถึงการสอนที่ถูกร้องว่าอวดอุตริมนุษธรรม ก็ไม่พบว่าพระปราโมทย์มีการกระทำใด ๆ ที่ผิดต่อพระธรรมวินัย และระหว่างการให้สัมภาษณ์ยังมีการเปิดเผยบัญชีเงินฝากของทางสวนสันติธรรม ทั้งหมด 7 บัญชี ให้ผู้สื่อข่าวดู
       
       ส่วนข้อหาอวดอุตริมนุสธรรมนั้น หลักฐานที่ น.ส. ฐิตินาถ อ้าง มีเพียงคลิปเสียงพระปราโมทย์ ข้อความว่า
       
       ".....โยนิโสมนสิกาสำคัญที่สุด ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์คอยบอก โยนิโสมนสิกาสำคัญที่สุด ต้องสังเกต อย่าเชื่อง่าย เราจะรู้ว่าไม่ใช่ จิตไม่ได้ค้นคว้าของมันอยู่ พูดอีกก็หลุดอีก พอหลายๆทีเข้า ก็โอ้ชาตินี้ทำไม่ได้แล้ว ไม่รู้จะไปทางไหน มันจบมุมเหมือนหลังชนกำแพง ถ้ารู้ที่วิเศษเป็นตัวทุกข์ล้วนๆ เลย บางคนเห็นว่าไม่ใช่ตัวเรา เห็นแล้วมันวาง
       
       แต่ว่าต้องมีโยนิโสมนสิกากำกับการดูนะ ถ้าดูไปเฉยๆ บางทีใจไปค้างไว้ข้างใน หลวงพ่อเคยเจอ ตอนนั้นผ่านชั้นที่ 2 แล้ว เข้าไปดูอย่างโสรัจ พอดีไปเจอ ... เจอหน้าแล้วท่านยิ้มหวานเลย ผู้รู้ๆ ออกมาอยู่นอกๆ นี้ ตอนนั้นงงเลย ทำไมต้องมาอยู่ข้างนอก ท่านก็ให้บอกต่อ กิเลสอยู่ข้างนอกเนี่ย ตอนที่บรรลุลงไปข้างในก็เผลอไปหมดแล้ว มีภายในมีภายนอก...."
       
       เอาความรู้ในเรื่องธรรมะชั้นไหนไปสรุปว่า คำพูดทำนองนี้คือ การอวดอุตริมนุสธรรม
       
       ทั้ง น.ส. ฐิตินาถ นายวีรณัฐ เคยเป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดพระปราโมทย์ มานานเกือบสิบปี เหตุใดจึงไม่สามารถหาหลักฐานที่หนาแน่นกว่านี้ มาพิสูจน์ข้อกล่าวหาที่มีต่อพระปราโมทย์ ในทุกๆเรื่องได้
       
       เมื่อฝ่ายที่ถูกกล่าวหา สามารถอธิบายข้อกล่าวหาได้ทุกเรื่อง ก็แสดงว่า ข้อกล่าวหาเหล่านี้ เป็นเรื่องเท็จ ที่ถูกกุขึ้นมา เพื่อใส่ร้ายพระปราโมทย์ ถึงเวลาที่ น.ส. ฐิตินาถกับพวก จะต้องตอบคำถามแล้วว่า เหตุใดจึงกุเรื่องเหล่านี้ขึ้นมา
       
       พระที่ได้ชื่อว่า เป็นพระดี มีลูกศิษย์ ลูกหาศรัทธาเลื่อมใสมากมาย หากจะต้องมีเรื่องมัวหมอง ก็หนีไม่พ้นสองเรื่องคือ สีกา กับเงินๆทองๆ
       
       เช่นเดียว กัน บรรดาอุบาสิกา แม่ยกทางธรรมก็มีจุดตายอยู่สองเรื่องคือ เรื่องเงินๆทองๆ กับ อยากเป็นเจ้าของพระ 
       
       ในอดีต พระรูปงาม ห้อมล้อมด้วยสีกามากหน้า เกิดความหึงหวง ชิงพระหักสวาท จนนำไปสู่การเปิดโปงพฤติกรรมของพระ จนต้องสึกก็มีมาแล้ว
       
       สำหรับสีกาฐิตินาถ เรื่องเงินๆทองๆ นั้น เธอแสดงความต้องการชัดเจนอยู่แล้วว่า ขอทวงเงิน 4 ล้าน 3 แสนบาท ที่เคยบริจาคให้พระปราโมทย์คืน เพราะพระปราโมทย์ โอน เงิน ที่ดินที่ซื้อมาด้วยเงินบริจาคไปให้อดีตภรรยาดูแล ซึ่งเธอเห็นว่า เป็นการยักยกอกเงินที่มีผู้บริจาค ไปเป็นสมบัติส่วนตัว
       
       เหตุที่สีกาเกิดเสียดายเงิน ออกปากทวงทั้งที่บริจาคไปแล้ว พระอนุโมทนา ให้พร รับบุญ กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลกันไปแล้ว ลูกศิษย์พระปราโมทย์ ให้ข่าวผ่านทนายความมาว่า เพราะเธอผิดหวัง ที่อุตส่าห์ลงทุนไปมากแล้ว แต่กลับไม่ได้เป็น somebody ในสำนักสวนสันติธรรม เพราะพระปราโมทย์ไม่ไว้ใจในพฤติกรรมบางอย่าง
       
       เป็นอาจารย์ ลูกศิษย์กันมาสิบปี ศิษย์ยังเห็นความไม่ดีของอาจารย์ ในหลายเรื่อง ทำไมอาจารย์จะไม่ล่วงรู้เลยหรือว่าศิษย์คิดอะไรอยู่
       
       เรื่องนี้ เป็นอุทธาหรณ์ว่า เข็มทิศ ช่วยได้แค่ชี้ทาง แต่จะเดินไปถึงจุดหมายปลายทางหรือไม่ ใจเป็นเครื่องกำหนด



 

 

 
 หน้าแรก  รวมเสียงโจโฉ  สมุดเยี่ยม  บทความ  ภาพกิจกรรม  สนับสนุนโจโฉ  ติดต่อ
By โจโฉ เสียงธรรม.  
Copyright 2005-2017 All rights reserved.
view